แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 7 อุปนิสัยสำหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิ่ง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 7 อุปนิสัยสำหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิ่ง แสดงบทความทั้งหมด

08/02/2566

อุปนิสัยที่ 7 ลับเลื่อยให้คม Sharpen The Saw

 


อุปนิสัยที่ 7 ของ The 7 Habits of Highly Effective People  ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Sharpen The Saw ภาษาไทยใช้คำว่า ลับเลื่อยให้คม เป็นอุปนิสัยของการเติมพลังชีวิตทุกวัน  

โดยมีหลักการคือ การเติมพลัง การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และสมดุล 

เราต้องให้เวลากับตนเองทุกวัน และมุ่งมั่นในการบรรลุชัยชนะส่วนตน(อุปนิสัยที่ 1-3)  

อุปนิสัยที่ 7 ลับเลื่อยให้คม จะช่วยให้อุปนิสัยอื่นๆเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ

เรามักจะได้ยินคำผู้คนพูดว่า ไม่มีเวลาบ่อยๆ นั่นคือสิ่งที่บ่งบอกว่าเรายังไม่ได้สร้างความสมดุลให้กับชีวิต หรือ Work life balance  โดย ดร.โควีย์ ได้บอกว่ามี 4 มิติที่เราต้องสร้างความสมดุล ต้องเติมพลังอย่างต่อเนื่อง ถ้าละเลยด้านใดด้านหนึ่งก็จะส่งผลกระทบต่ออีก 3 ด้าน 

ถ้าเราดูแลทุกด้านเป็นอย่างดีก็จะงอกงามขึ้นเรื่อยๆ

ทั้ง 4 มิติที่ว่า และแนวคิดเพื่อเติมพลัง ได้แก่

1. Body ร่างกายการออกกำลังกาย การนอนหลับให้เพียงพอ การตั้งเป้าหมายสุขภาพ การเลือกทานอาหาร

2. Heart จิตใจการหมั่นฝากบัญชีออมใจ  การให้คุณค่าความแตกต่างในตัวบุคคล  ฝึกฝนการฟังอย่างเข้าใจ  ผูกมิตรให้มีเพื่อนมากขึ้น  ให้อภัย  สร้างสัมพันธภาพในครอบครัวและญาติมิตร

3. Mind ความคิดการเขียนบันทึกประจำวัน การอ่านหนังสือให้หลากหลาย  สะสมค้นหาแรงบันดาลใจ  ทำงานอดิเรก  ฝึกแยกตนเองออกมาเพื่อตรวจสอบกรอบความคิดตนเอง

4. Spirit จิตวิญญาณ ทบทวนคำปฏิญาณส่วนตน  อ่านวรรณกรรม ศึกษาอัตชีวประวัติบุคคลที่เป็นแรงบันดาลใจ  ฟังดนตรี  มุ่งมั่นอุทิศตนเพื่อครอบครัวและสังคม พัฒนาจิตวิญญาณตามที่ศรัทธา เช่น สวดมนต์ นั่งสมาธิ  ด้านจิตวิญญาณนี้เป็นแก่นแท้ เป็นศูนย์กลางที่เป็นตัวตนของแต่ละคน เป็นพื้นที่ส่วนสำคัญยิ่ง

แนวทางในการฝึกฝนอุปนิสัยส่วนนี้ คือ การทำตารางเพื่อให้บรรลุชัยชนะส่วนตนประจำวัน โดยการกำหนดสิ่งที่เราจะทำในแต่วัน ให้ครบถ้วนทุกมิติ และพยายามทำให้ได้  เมื่อเราปฏิบัติเป็นแบบแผน และบรรลุชัยชนะส่วนตนประจำวัน ก็จะช่วยให้เราบรรลุชัยชนะส่วนรวม  

การบรรลุชัยชนะส่วนตนประจำวันจะส่งผลเชิงบวกต่อทุกการตัดสินใจและทุกสัมพันธภาพ

ย้ำอีกครั้ง  

ให้เวลากับตัวเองทุกวัน ให้ครบถ้วนทุกมิติ

++++++++++

07/02/2566

อุปนิสัยที่ 6 ผนึกพลังประสานความต่าง Synergize



 

อุปนิสัยที่ 6 ผนึกพลังประสานความต่าง ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Synergize เป็นอุปนิสัยของความร่วมมืออย่างอย่างสรรค์ 

ดร.โควีย์ บอกว่า การผนึกพลังประสานความต่างเป็นกิจกรรมระดับสูงสุดของทุกชีวิต เป็นบททดสอบที่แท้จริงและเป็นการรวมเอาอุปนิสัยอื่นๆทั้งหมดไว้ด้วยกันอย่างชัดเจน

อุปนิสัยที่ 6 ผนึกพลังประสานความต่าง Synergize จะยึดหลักการของความสร้างสรรค์ ร่วมมือ ความหลากหลายและความถ่อมตน  โดยต้องมองหาสิ่งที่ดีกว่า 

ค้นหาทางเลือกที่3 โดยให้คุณค่าความแตกต่าง เป็นเรื่องของการสร้างทีมงาน และการทำงานร่วมกับผู้อื่น เพื่อให้เกิดผลแบบทวีคูณ แบบที่เรียกว่า 1+1 > 2

เส้นทางสู่การพนึกพลังประสาน จะประกอบไปด้วย 3 องค์ประกอบ คือ

1.       1. กำหนดจุดมุ่งหมายในใจให้ชัดเจน เปิดเผยปัญหาหรือประเด็นที่ต้องการแก้ไข กำหนดผลลัพธ์ที่ต้องการร่วมกันอย่างชัดเจน

2.       2. เข้าใจผู้อื่นก่อนแล้วจึงให้เขาเข้าใจเรา ใช้อุปนิสัยที่ 5 และต้องใช้ทัศนคติจากอุปนิสัยที่ 4 Win-Win ด้วย

3.       3. สำรวจทางเลือก โดยให้ทุกคนแสดงความเห็นโดยไม่ต้องกลัวถูกวิจารณ์หรือถูกตัดสิน อาจจะได้ความคิดใหม่ ความคิดประหลาด ซึ่งจะเกิดขึ้นได้เมื่อทุกคนเต็มใจที่จะสำรวจทางใหม่ ทิ้งความคิดเดิมที่ตนเองชอบหรือเสนอทิ้งไปก่อน

โดยองค์ประกอบทั้ง3 นี้ต้องอยู่บนพื้นฐานของ2 สิ่ง คือ

1.       1) ความเต็มใจ เป็นความเต็มใจที่จะค้นหาทางเลือกที่ 3 ต้องมีความถ่อมตน พร้อมลดอัตตาตัวตนลง เปิดใจให้กว้าง

2.       2) การให้คุณค่าความแตกต่าง โดยมุ่งเน้นจุดแข็งของแต่ละคน

ในการทำงานเป็นทีมนั้น จะมุ่งเน้นให้เรามีความสามัคคี พร้อมที่จะเดินไปในทางเดียวกัน แต่ Synergize ไม่ได้มองแค่นั้นถ้าในการที่เราทำงานเป็นทีม แต่มีหัวหน้าทีมที่พยายามจะให้ลูกทีมใช้แนวทางของหัวหน้า หรือบังคับให้เลือกแบบที่หัวหน้าต้องการ มันอาจจะสำเร็จได้ตามเป้าหมายแต่ก็ไม่ใช่ Synergize เพราะผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนั้น หัวหน้าคิดคนเดียวลูกทีมแค่ทำตามคำสั่งเท่านั้น

แนวทางของ Synergize คือการที่ทุกคนในทีม ช่วยกันคิดสำรวจทางเลือกที่ทุกคนจะได้รับชัยชนะ ให้เลิกยึดติดกับความคิดเดิมของเรา จะต้องไม่วิจารณ์แนวทางของคนอื่น  สามารถมีการต่อยอดจากสิ่งที่เคยทำๆ กันมา จะต้องสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เพื่อให้เกิดสิ่งที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หรือไม่เคยทำมาก่อนเพื่อให้เกิดผลงานแบบทวีคูณ และทุกคนยอมรับปฏิบัติตามได้ถึงจะเป็น Synergize จริงๆ

การที่เราต้องการที่จะเป็นคนที่มีประสิทธิผลสูงตามแนวทางของ 7 Habits นอกจากสร้างตัวเองให้มีประสิทธิผลแล้ว เรายังต้องไปสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่นด้วย และต้องดึงเอาความสามารถของคนอื่นออกมาใช้ พร้อมทั้งผสมผสานความแตกต่างของแค่ละคนเพื่อให้ส่งเสริมหรือเกื้อหนุนให้มีผลตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ได้อีกด้วย

มองให้เห็นจุดแข็งของคนอื่น ยอมรับความแตกต่างของคน และหาทางผสานพลังครับ

Synergize 1+1 > 2

++++++++++

06/02/2566

อุปนิสัยที่ 5 เข้าใจผู้อื่นก่อนแล้วจึงให้เขาเข้าใจเรา

 



อุปนิสัยที่ 5 เข้าใจผู้อื่นก่อนแล้วจึงให้เขาเข้าใจเรา Seek first to understand and then to be understood  

อ่านหัวข้อแล้วรู้สึกแปลกๆไหมครับ ความหมายก็คือ ถ้าอยากจะให้คนอื่นเข้าใจเรา เราจะต้องเข้าใจเขาก่อน หลักสำคัญเป็นเรื่องของการสื่อสารอย่างเข้าใจซึ่งกันและกัน  ให้เกียรติกัน เข้าอกเข้าใจและกล้าหาญ

ดร.โควีย์ ได้ให้แนวทางในการเข้าใจคนอื่นก่อนว่า 

หลักการสำคัญที่สุดก็คือ การฟัง 

"ต้องเป็นการฟังอย่างเข้าใจ  ไม่ใช่แค่ฟังอย่างตั้งใจ"

แนวทางในการฝึกฟัง คือ ให้เราฟังก่อน ห้ามพูดเสนอความเห็นแต่ให้ฝึกสะท้อนความรู้สึกของผู้พูดว่าเขารู้สึกเช่นนั้นหรือเปล่า 

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราฟังเสร็จแล้ว ให้สะท้อนความรู้สึกของผู้พูดว่า คุณกำลังรู้สึก…..เกี่ยวกับเรื่อง….

ให้สะท้อนความรู้สึกแบบนี้จนกว่าผู้พูดจะหมดเรื่องพูด หรือจนกว่าเราจะเข้าใจจริงๆ ดูเหมือนง่ายนะครับ แต่ในความจริงแล้ว คนเรามักจะไม่ได้ฟังจริงๆ ลองนึกดูนะครับว่า เวลาที่เราฟังคนอื่นพูด เรามักจะคิดตามมักจะคิดหาข้อโต้แย้งกรณีไม่เห็นด้วย  มักจะคิดว่าเขาผิดถูก เลือกจะตีความจากที่เขาพูด หรือใจลอยโดยไม่ได้ฟังเลย หรือผู้พูดอาจจะพูดไม่ทันไรเราก็พูดต่อแทรกทันที ยิ่งกรณีคนที่ทำงานมานานๆประสบการณ์สูงยิ่งรู้สึกว่ารู้หมดทุกอย่าง ยิ่งไม่อยากฟัง จริงไหมครับ

หลังจากสะท้อนความรู้สึก เพื่อทวนสอบให้ความเข้าใจผู้พูดแล้ว ก็ต้องมีการถามเพื่อสร้างความชัดเจน โดยต้องเป็นคำถามที่มาจากเรื่องราวของผู้พูดเอง ไม่ใช้จากประสบการณ์ของเรา 

เช่น ที่คุณบอกว่าคุณรู้สึก…. นั้นมาจากเหตุการณ์นี้กรณีเดียวหรือเปล่า มีกรณีอื่นอีกไหม  หรือช่วยเล่าให้ฟังเพิ่มเติมหน่อยได้ไหม เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้พูดได้อธิบายเพิ่มเติม เราจะได้เข้าใจมากขึ้น

ถัดมาเมื่อเรามั่นใจว่าเราเข้าใจผู้อื่นได้ชัดเจนแล้ว เราก็อาจเริ่มแบ่งปันมุมมองของเราอย่าตรงไปตรงมา เช่น ฉันรู้สึกว่า...

ขอบคุณสำหรับความเห็นคุณ และคุณยินดีจะรับฟังความเห็นของฉันบ้างไหม  เป็นต้น

เคล็ดลับในการสื่อสารอย่างเข้าใจ คือ 

เราต้องเริ่มต้นด้วยจุดมุ่งหมายในใจให้ชัดเจนว่าเราต้องการอะไร  

คำนึงถึงบัญชีออมใจ 

และประกาศเจตนารมณ์อย่างชัดเจนอย่าปล่อยให้ผู้ฟังตีความไปทางอื่นได้


ทั้งการฟังและการพูด สองทักษะนี้ต้องหมั่นฝึกฝนครับ 

สำคัญที่สุดต้องเริ่มจากการฟังอย่างเข้าใจครับ

++++++++++

05/02/2566

อุปนิสัยที่ 4 คิดแบบชนะ-ชนะ

 



อุปนิสัยที่ 4  Think Win-Win

 ใน 3 อุปนิสัยแรกนั้น เป็นเรื่องของตัวเราเองเป็นการพึ่งพาตนเองได้ เมื่อเราฝึกฝนจนเป็นนิสัย เราจะหลุดพ้นการที่ต้องพึ่งผู้อื่นตลอดเวลา เราจะได้รับชัยชนะส่วนตน แต่เราไม่สามารถอยู่คนเดียวได้ในโลกนี้ได้ เราต้องมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่น เราต้องมีสังคม

ดังนั้นอุปนิสัยที่ 4-6 จึงเป็นเรื่องของการสร้างความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นๆ เป็นส่วนที่ก่อให้เกิดชัยชนะส่วนรวม เป็นการพึ่งพาซึ่งกันและกัน

อุปนิสัยที่ 4 คิดแบบชนะ-ชนะ Think win-win เป็นเรื่องของการเปลี่ยนความคิด ในการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นที่ติดต่อด้วย โดยให้คิดแบบ ชนะ-ชนะ ซึ่งเป็นอุปนิสัยของผลประโยชน์ร่วมกัน โดยต้องอยู่บนหลักการของผลประโยชน์ร่วมกัน ความยุติธรรม และใจกว้าง

สิ่งที่เราต้องทำ คือ การเปลี่ยนกรอบความคิดโดยเปลี่ยนจากการที่คิดว่าทุกสิ่งอย่างมีอย่างจำกัด ยิ่งคนอื่นมีมากได้มาก ยิ่งมีเหลือให้เราน้อยลง ให้เลิกคิดแบบนี้และเปลี่ยนมาคิดว่าสิ่งต่างๆ มีมากมายไม่เพียงแต่พอสำหรับทุกคนแต่ยังมีเหลือ  

แนวทางปฏิบัติคือฝึกให้เป็นคนใจกว้าง กล้าหาญที่จะแสดงความต้องการ ลดความขี้เกรงใจ ต้องฝึกคำนึงถึงประโยชน์ของผู้อื่นเท่ากับผลประโยชน์ของตน และมุ่งสร้างข้อตกลงแบบ ชนะ-ชนะ


ดร.โควีย์ ได้จำแนกความสัมพันธ์ของมนุษย์ไว้ 6 ลักษณะ ได้แก่

·         ชนะ-แพ้  Win-Lose ฉันต้องชนะ คุณต้องแพ้ เช่น การแข่งขันกีฬา

·         แพ้-ชนะ Lose-Win ยอมที่จะแพ้ เช่น แม่กับลูก

·         แพ้-แพ้ Lose-Lose ถ้าฉันแพ้ คุณก็ต้องแพ้ด้วย ตาต่อตาฟันต่อฟัน แบบสงคราม

·         ชนะเท่านั้น Win ฉันต้องชนะเท่านั้น ไม่สนคนอื่นจะเป็นอย่างไร มีตนเองเป็นศูนย์กลาง

·         ชนะ-ชนะ Win-Win ต้องหาทางออกที่ดีให้กับทั้งคู่

·         ชนะ-ชนะ หรือไม่มีการตกลง Win-Win or No deal

 

ในความสัมพันธ์ระยะยาว ถ้าเราไม่ชนะด้วยกันทั้งคู่ เราก็จะแพ้ด้วยกันทั้งคู่ ดังนั้นในการสร้างสัมพันธภาพจึงควรมุ่งสร้างแบบ ชนะ-ชนะ  โดยแนวคิดนี้เป็นกฎพื้นฐานของการดำรงชีวิต เป็นสิ่งที่จะสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลให้ยั่งยืน เหมือนกับที่เคยเจอในหนังสือหลายๆเล่มว่า เราต้องปฏิบัติต่อผู้อื่นแบบที่ต้องการให้ผู้อื่นปฏิบัติกับเรา

แต่ในสังคมของเราส่วนใหญ่นั้นกลับสอนว่า ทุกอย่างมีแพ้มีชนะ ตั้งแต่เริ่มต้นสอบเข้าโรงเรียนอนุบาล ก็มีสอบได้ไม่ได้ สอบได้  โตขึ้นมาอีกหน่อยก็ต้องมีการสอบแข่งขันกันเข้าโรงเรียนชื่อดังก็มีได้ มีไม่ได้ ก็มีแพ้มีชนะ ก็เลยทำให้เรามีความคิดแบบแพ้-ชนะ อยู่ตลอดเวลา ซึ่งความคิดแบบนี้ถ้าติดตัวเรา และเอามาใช้ในการสร้างความสัมพันธ์ที่บุคคลอื่น มันก็เหมือนเราไม่จริงใจ มุ่งจะหาผลประโยชน์และเอาเปรียบ ใครที่รู้ก็คงไม่อยากเป็นมิตรด้วย

ในการนำเอาความคิดแบบ ชนะ-ชนะ ไปใช้นั้น สามารถเอาไปประยุกต์ใช้ได้กับทุกความสัมพันธ์ อาทิเช่น

  • กรณีหัวหน้ากับลูกน้อง มักจะมีปัญหาในการเข้าใจที่ไม่ตรงกัน หัวหน้ามักจะคิดว่าตัวเองเก่ง คิดมาดีแล้ว ทำไมลูกน้องไม่ฟัง คิดว่าตัวเองเหนือกว่าลูกน้องในทุกด้าน ลูกน้องก็จะคิดว่าทำไมหัวหน้าเผด็จการ ไม่ฟังความเห็นเลย คิดว่าเราเป้นเบี้ยล่าง จะสั่งอะไรก็ได้ แบบนี้ก็เป็นความคิดแบบ Win-Lose ทำให้เกิดความไม่เข้าใจกัน ความสัมพันธ์ก็ไม่ดี แต่ถ้าเราเปลี่ยนมุมมองใหม่ ถามความเห็นลูกน้องก่อน ถ้าเห็นว่าไม่ถูกต้องก็อาจจะเสนอว่ามีทางอื่นอีกมั้ย แล้วมาลองหาข้อดีข้อเสียร่วมกัน แต่ถ้าเห็นว่าถูกต้องก็ชมและให้ยกว่าเป็นความคิดเค้าให้ดำเนินการได้ ก็จะทำให้ลูกน้องรู้สึกว่าไม่ถูกบังคับ และภูมิใจว่าเป็นผลงานของเค้า แบบนี้ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจะยั่งยืนมากกว่า
  • กรณีพ่อแม่กับลูก พ่อแม่ที่ต้องการควบคุมลูก และเอาชนะลูกทุกอย่างเพราะคิดว่าเป็นพ่อแม่ จะทำให้ลูกก็จะกลายเป็นเด็กเก็บกด ไม่กล้าที่จะแสดงความเห็น หรืออาจจะกลายเป็นคนก้าวร้าวไปเลยถ้าเกินลูกทนไม่ไหว ถ้าเราต้องการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูก เราต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา รับฟัง ไม่ใช่เอาแต่ดุด่าว่ากล่าว โดยไม่ฟังสิ่งที่ลูกพูดเลย ให้เอาความต้องการของแต่ละคนมาอธิบายและนั่งคุยกัน หาทางออกที่เหมาะสมร่วมกันเป็นข้อตกลงแบบ Win-Win จะทำให้ความสัมพันธ์ดีขึ้น เกิดความไว้ใจซึงกันและกัน
  • กรณีสามีภรรยา เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยาเป็นเรื่องใหญ่มาก ความแตกต่างของมุมมองทำให้หย่าร้างกันมากมาย หลายครั้งก็เจอว่าอีกฝ่ายมีต้องอดทนเป็นอย่างมากในการใช้ชีวิตคู่ จนมีคำพูดที่ได้ยินกันบ่อยๆ เช่น  ทนอยู่หรืออยู่ทน ต้องทนเพราะเป็นเวรกรรม ต้องอยู่เหมือนผีเน่าโลงผุ ก็ว่ากันไป สามีภรรยาอยู่ด้วยกันก็ย่อมจะมีเรื่องกระทบกระทั่งกันเป็นเรื่องปกติ ก็ลองเอาแนวคิดนี้ไปใช้ครับ ถ้ารักกันต้องใจเย็น มีสติ รับเอาความต้องการของทั้งคู่มาสร้างข้อตกลง win-win รวมกัน


ตามความเห็นของผม ก็ต้องขอบอกว่าแนวคิดแบบชนะ-ชนะ win-win นั้นเป็นอุปนิสัยที่ 4 แล้ว หากคนที่เราต้องการสร้างความสัมพันธ์ด้วยยังไม่ได้นำเอาอุปนิสัยที่ 1-3 ไปใช้ก็ยากที่จะสร้างข้อตกลงแบบ win-win ได้ โดยเฉพาะอุปนิสัยที่ 1 Be Proactive  บางคนจะต้องเอาชนะให้ได้  หัวเด็ดตีนขาดก็ไม่ยอมรับฟัง  แบบนี้การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีก็เกิดขึ้นได้ยากครับ

แต่อย่างไรก็ตามอุปนิสัยแบบ win-win ก็เป็นสิ่งที่ดี ที่ต้องหมั่นฝึกฝน 

โดยในการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ด้วยความมีสติ ด้วยนิสัย Proactive   

เพื่อสร้างความยั่งยืนของความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน

+++++++++

25/01/2566

คลิปวิดีโอ กระปุกทราย บริหารชีวิต

 



ถ้าคุณใช้เวลาและพลังงานทั้งหมดไปกับสิ่งเล็กน้อย 
คุณจะไม่เหลือเวลาสำหรับสิ่งที่สำคัญในชีวิต



21/01/2566

บทสรุปชัยชนะส่วนตน



ผ่านไปแล้วกับ 3 อุปนิสัย สำหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิ่ง

ซึ่งในส่วนแรกนี้เป็นส่วนที่เรียกว่า การพึ่งพาตนเองได้ เป็นชัยชนะส่วนตน เมื่อเราฝึกนิสัยทั้ง 3 เราจะได้รับชัยชนะส่วนตน หลุดพ้นจากการที่ต้องพึ่งพาผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา

ดร.โควีย์ บอกว่า การพึ่งพากันและกันอย่างมีประสิทธิผล จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมีการพึ่งตนเองอย่างแท้จริงเท่านั้น ชัยชนะส่วนตนต้องมาก่อนชัยชนะในสังคม

ดังนั้นก่อนที่จะไปต่อ ชัยชนะในสังคม ขอมาทบทวนกับ 3 อุปนิสัยแรก กันอีกครั้ง

อุปนิสัยที่ 1 โปรแอกทีพ (Be Proactive) คุณเป็นผู้สร้าง คุณเป็นผู้ควบคุมบงการคุณเป็นผู้รับผิดชอบชีวิต คุณมีความสามารถเลือกการตอบสนอง  เน้นหนักที่การรู้ตนเอง ซึ่งผมเทียบเคียงว่าเป็นการใช้ชีวิตอย่างมีสติ พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตนเอง แก้ไขและเขียนบทชีวิตใหม่

อุปนิสัยที่ 2 เริ่มต้นด้วยจุดหมายในใจ Begin with the End in Mind การเริ่มต้นด้วยความเข้าใจแบบชัดเจน ว่าสิ่งใดที่ถือว่าสำคัญที่สุดในชีวิตเรา เป็นการสร้างครั้งแรกขึ้นในใจ การสร้างภาวะผู้นำ เขียนคำปณิธานส่วนตน เป็นธรรมนูญพื้นฐานในการใช้ชีวิต

อุปนิสัยที่ 3 ทำสิ่งสำคัญก่อน Put First Things Firstสิ่งสำคัญคือการทำให้สิ่งสำคัญ  สำคัญเป็นการสร้างครั้งที่ 2 สร้างผลงานที่จับต้องได้ เป็นการทำให้บรรลุผล เป็นลงมือปฏิบัติวันแล้ววันเล่า ลงมือทำซ้ำๆ

อุปนิสัยที่ 1 และ อุปนิสัยที่ 2 มีความสำคัญ เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องมีก่อนอุปนิสัยที่ 3 เราไม่อาจดำเนินชีวิตโดยยึดหลักการหากไม่รู้หลักการที่ถูกต้องและไม่พัฒนาโปรแอกทีพในตัวเอง เราไม่อาจมีโปรแอกทีพ หากไม่เปลี่ยนกรอบความคิด และการดำเนินชีวิตก็อาจะไปผิดทิศทางหากเราไร้วิสัยทัศน์  เมื่อวางรากฐานไว้ดีแล้ว การดำเนินชีวิตด้วยอุปนิสัยที่ 3 ทุกการกระทำ ทุกการตัดสินใจ จะเป็นการจัดการตนเองอย่างมีประสิทธิผล

และก่อนที่จะเข้าไปสู่ชัยชนะในสังคม เราต้องเริ่มด้วยการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล แบบทรงประสิทธิผล 

ด้วยวิธีการการฝาก บัญชีออมใจ  วิธีการที่จะสร้างความไว้วางใจ ความรู้สึกปลอดภัย และความเชื่อใจเราที่มีต่อบุคคลอีกคนหนึ่ง  

สรุปไว้เป็น 6 วิธี คือ

  1. เข้าใจผู้อื่น โดยยึดหลักการ  เรื่องสำคัญของผู้อื่นจะต้องมีความสำคัญต่อเรา
  2. ใส่ใจเรื่องเล็กน้อย โดยยึดหลักการ ในความสัมพันธ์ เรื่องเล็กถือเป็นเรื่องใหญ่
  3. รักษาสัญญา เป็นการฝากครั้งใหญ่ เป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง
  4. ระบุความคาดหวังให้ชัดเจน นำความคาดหวังมาพูดคุยกัน ปรึกษาข้อตกลงที่เห็นพ้องต้องกัน
  5. ประกาศบูรณภาพส่วนบุคคล รักษาสัญญาและตอบสนองความคาดหวัง ไม่ตีสองหน้า ไม่นินทาลับหลัง
  6. กล่าวขอโทษด้วยความจริงใจในยามที่ถอนบัญชีออมใจ

สิ่งสำคัญให้พึงระลึกไว้ว่า ไม่มีเทคนิคพิเศษ หรือทางด่วนในการสร้าง และซ่อมแซม ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเป็นลงทุนในระยะยาว

ในความเห็นของผม อุปนิสัยที่ 1-3 นั้น เป็นสิ่งที่ต้องทำต่อเนื่องกัน ถึงแม้ว่าผู้เขียนจะบอกว่าไม่ต้องรอให้เราสำเร็จในอุปนิสัยที่ 1 ก่อนก็ตาม 

และอุปนิสัยที่สร้างได้ยากที่สุด ก็คือ อุปนิสัยที่ 3 ทำสิ่งสำคัญก่อน Put First Things First เพราะสิ่งนี้คือการลงมือกระทำ

หลายๆครั้งแม้เราจะกำหนดแผนการไว้แล้วก็ตาม เราก็ไม่ทำตามทำให้ไม่บรรลุตามแผนอยู่ดี ไม่ว่าจะด้วยอุปสรรคใดก็ตาม 

โดยสิ่งที่มักจะขัดขวางการลงมือกระทำก็คือ วินัย ของตัวเราเอง การจะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้ต่อเนื่องเราต้องมีความอดทน มีวินัย หรือมีความเพียรอย่างที่สุด ถึงจะสามารถก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ 

โดยเฉพาะอุปสรรคที่สำคัญ ก็คือจิตใจตนเองได้

ท้ายนี้ก็ขอให้ทุกท่าน 
ใช้ชีวิตด้วยความเพียร ก้าวข้ามอุปสรรคทั้งหลายในชีวิต...

19/01/2566

อุปนิสัยที่ 3 ทำสิ่งสำคัญก่อน Put First Things First

 


หลังจากได้สรุปอุปนิสัยที่ 1 และ 2 ใน The 7 Habits of Highly Effective People ซึ่งก็คือ Be Proactive กับ เริ่มต้นด้วยจุดมุ่งหมายในใจ  Begin With the End in Mind ไปแล้วนั้น (ใครจำไม่ได้แล้วก็ย้อนกลับไปอ่านได้นะครับ) 

บทความนี้ก็มาถึง อุปนิสัยที่ 3 คือ การทำสิ่งที่สำคัญที่สุดก่อน  Put First Things First เป็นอุปนิสัยของการบริหารส่วนตน

ดร.โควีย์ บอกว่า สิ่งสำคัญคือการทำให้สิ่งสำคัญ  สำคัญ 

แล้วอะไรละคือสิ่งสำคัญ?   

ก็คือสิ่งที่เราได้กำหนดไว้ในอุปนิสัยที่ 2 Begin With the End in Mind  คือ กิจกรรม งานต่างๆ ที่สอดคล้องกับคำปณิธาน  บทบาท ค่านิยม และเป้าหมายของเราครับ

สำหรับอุปนิสัยที่ 3 นี้ทางผู้เขียนเขา ใช้การตัวอย่างเรื่องของการนำเอาก้อนหินหลายๆ ขนาด ซึ่งมีขนาดใหญ่ กลาง และขเล็ก จนไปถึงก้อนกรวด แล้วให้ใส่ลงไปในถังเปล่า 1 ใบให้เต็ม โดยต้องไม่ให้เกินกว่าขอบถัง ผู้ที่ได้รับเชิญจะเทก้อนกรวดลงไปในถังก่อน จากนั้นค่อยพยายามใส่ก้อนหินแต่ละขนาดลงไป จึงมีก้อนหินหลายก้อนที่ไม่สามารถใส่ได้ โดยเฉพาะก้อนใหญ่ๆ  พอถึงคราวที่ ดร.โควีย์  ทำให้ดู ก็คือให้ใส่ก้อนหินขนาดใหญ่ลงไปก่อน ตามด้วยขนาดกลาง เล็ก จากนั้น ก็เทก้อนกรวดลงไป ซึ่งกรวดเหล่านี้ก็จะไปแทรกอยู่ระหว่างช่องว่างของหินก้อนใหญ่ ทำให้สามารถใส่หินทั้งหมดลงถังได้

โดยได้เปรียบเทียบว่า หินขนาดใหญ่(Big Rock) คือสิ่งสำคัญของชีวิตเรา  ก้อนขนาดกลาง เล็ก และกรวด มีสำคัญลดหลั่นกันลงมา ถ้าเรามัวแต่ไปใส่ใจกับกรวด หรือสิ่งที่สำคัญน้อย ก็จะทำให้เราไม่มีเวลาที่จะมาทำสิ่งสำคัญ  ซึ่งทำให้เราไปไม่ถึงเป้าหมายซักที สิ่งที่ควรจะทำก็คือ ให้ความสำคัญกับสิ่งสำคัญในชีวิตของเราก่อน จากนั้นก็ค่อยพิจารณาความสำคัญลำดับรองลงไป

โดย ดร.โควีย์ ได้ให้เราจำแนกกิจกรรมต่างๆ ออกเป็น 4 ประเภท ตามตารางเวลา ตามรูปด้านล่างนี้


Q1 สำคัญ และเร่งด่วน เป็นงานจำเป็นต่างๆ เช่น การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าต่างๆ ที่เกิดขึ้น  ประชุมด่วน  วิกฤติการณ์ต่างๆ ปัญหากดดัน  สิ่งที่ไม่คาดคิด งานแบบนี้ถ้ามีมากเกินไปก็จะทำให้เราไม่สามารถจัดสรรเวลาได้  เพราะมัวแต่แก้ไขปัญหาหรือทำต่านเฉพาะหน้าอยู่ตลอดเวลา

Q2  สำคัญ แต่ไม่เร่งด่วน ถือเป็นสิ่งสำคัญ เป็นงานที่ก่อเกิดประสิทธิผล เป็นกิจกรรมที่เน้นการวางแผนเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาต่างๆ ขึ้น เช่น การทำงานแบบ Proactive  การทำงานเพื่อเป้าหมายสำคัญ ความคิดสร้างสรรค์  การวางแผนป้องกัน  การเรียรู้  การเติมพลัง   เป็นต้น แต่คนส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยใช้เวลากับส่วนนี้ เพราะเป็นเรื่องที่ต้องมานั่งคิด นั่งวางแผน หรือมุ่งแต่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากันไม่ได้วางแผนเพื่อป้องกันระยะยาว

Q3 ไม่สำคัญ แต่เร่งด่วน  เป็นงานที่รบกวน ส่วนใหญ่เรามักจะใช้เวลาส่วนนี้มากไปหน่อย เช่น รายงานไม่สำคัญ การประชุมที่ไม่เกี่ยวข้อง  การตอบอีเมล์ การรับโทรศัพท์ของใครก็ตามที่โทรเข้ามา เราต้องรับ การถูกเรียกประชุมบางเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวข้องมากนัก เป็นต้น

Q4 ไม่สำคัญ ไม่เร่งด่วน เป็นสิ่งที่เสียเวลา เช่นการเล่น facebook  การเล่นเกมส์  การดูทีวี เล่น Internet   การพักผ่อนมากเกินไป  ส่วนใหญ่คนมักจะทำกิจกรรมเหล่านี้มากเกินไป จนไม่เหลือเวลาทำงานสำคัญ   
 

สิ่งที่เราต้องทำ คือ  การให้เวลาในกิจกรรมสำคัญ Big Rock ที่จะทำให้เราไปสู่เป้าหมาย มุ่งเน้นงานใน Q2   ซึ่งเรื่องพวกนี้ได้แก่ เรื่องของการวางแผน  การป้องกันปัญหา   การแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ 

โดยหากเราทำงานใน Q2 ได้ดีและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  เรื่องเร่งด่วนต่าง ๆใน Q1 ก็จะลดลงตาม
ทั้งนี้ ในการจัดตารางหินก้อนใหญ่นั้น แนะนำให้วางแผนเป็นรายสัปดาห์ โดยจัดตารางในการทำสิ่งสำคัญ Big Rock ลงไปในตารางก่อน จากนั้นจึงค่อยจัดระเบียบงานปลีกย่อยส่วนที่เหลือ ในระหว่างการทำแผนงานประจำสัปดาห์ เราก็พยายามลดกิจกรรมที่ไม่สำคัญใน Q3, Q4 ไปด้วย  
และสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่ต้องเลือก ต้องยืนหยัดในการทำสิ่งสำคัญก่อนเสมอครับ
 
มาเริ่มวันนี้จัดตารางหินก้อนใหญ่(Big Rocks) กันนะครับ....


18/01/2566

อุปนิสัยที่ 2 เริ่มต้นด้วยจุดมุ่งหมายในใจ Begin with the end in mind

 



บทความก่อนหน้านี้ได้เขียนอุปนิสัยที่ 1 ของ 7 อุปนิสัยสำหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิ่งไปแล้ว ซึ่งก็คือ Proactive  

ตอนนี้มาต่อใน อุปนิสัยที่ 2 ก็คือ Begin with the end in mind เริ่มต้นด้วยจุดมุ่งหมายในใจ

การที่เราจะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จใน  สิ่งที่เราจะต้องมีก่อน 

ก็คือ นิสัยแบบ Proactive เราเป็นผู้รับผิดชอบชีวิตตนเอง เป็นเจ้าของชีวิต เป็นผู้สร้างชีวิต อย่าให้ปัจจัยภายนอกมากำหนดชีวิตเรา

ถัดจากนั้นก็มาต่อด้วยอุปนิสัยที่ 2 การมีเป้าหมายสูงสุดของชีวิตเราเอง  

ดร.โควีย์แนะนำให้คิดว่า เมื่อถึงงานพิธีศพของเราเอง เราอยากให้คนอื่นๆพูดถึงเราว่าอย่างไร อยากให้ผู้คนกล่าวคำอาลัยแก่เราในแง่ใด สิ่งใดที่เราอยากให้ผู้อื่นเห็น จดจำ และจะรำลึกถึงเมื่อเราจากไป

นั้นแหละคือภาพพจน์หรือกรอบความคิดในบั้นปลายชีวิต ที่เราจะใช้ทวนสอบการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน ว่าสิ่งใดคือสิ่งที่สำคัญในชีวิต เมื่อเราได้กำหนดเป้าหมายในใจชัดเจนแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำ การดำเนินชีวิตของเราจะไม่ฝ่าฝืนและออกนอกกรอบที่เรากำหนดไว้ มีแต่จะมุ่งไปสู่เป้าหมาย และเติมเต็มภาพในใจที่เราได้กำหนดไว้ชัดเจนแล้วเท่านั้น

การเริ่มต้นด้วยจุดหมายในใจ หมายความถึง การเริ่มต้นด้วยความเข้าใจแบบชัดเจน ว่าสิ่งใดที่ถือว่าสำคัญที่สุดในชีวิตเรา

การเริ่มต้นจุดหมายในใจ ให้เริ่มด้วยการเขียนคำปณิธานส่วนบุคคล โดยให้ทุ่มไปที่ลักษณะที่เราต้องการจะเป็น สิ่งที่เราต้องการจะทำ และหลักการที่จะทำให้เกิดการกระทำและดำรงไว้  คำปณิธานส่วนบุคคลจะสะท้อนลักษณะเฉพาะตนออกมา

คำปณิธานส่วนบุคคลถ้าวางอยู่บนหลักการที่ถูกต้องจะกลายเป็นธรรมนูญของชีวิต จะเป็นเข็มทิศในการดำเนินชีวิต จะเป็นกรอบในการตัดสินใจต่างๆ ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปนานเท่าใดก็ยังคงใช้ได้กับตัวเรา

นอกจากคำปณิธานส่วนบุคคล เราก็สามารถสร้างคำปณิธานครอบครัวเป็นกรอบกำกับครอบครัวก็ได้ หรือคำปณิธานขององค์กรซึ่งคนที่ทำงานในบริษัทก็คงเห็นกันจนชินตา แต่อาจจะไม่เข้าใจหรือไม่มีความยอมรับนับถือและไม่ได้ใช้เป็นเกณฑ์ในการปฏิบัติงาน ไม่มีส่วนร่วม ไม่ผูกมัด แต่จริงๆแล้วมีความสำคัญมาก เพราะเป็นค่านิยมร่วมกันของทุกคนในองค์กร ถ้าสร้างอย่างเข้มแข็งพนักงานทุกคนเข้าใจยอมรับผูกมัดจะเกิดความทุ่มเทในการทำงานตามกรอบเกณฑ์เดียวกัน ไม่จำเป็นต้องมีการสอดส่อง ควบคุม ตำหนิ ก็ให้เกิดประสิทธิผลอย่างสูง

เริ่มใหม่ เขียนบทชีวิตใหม่ ด้วยการเขียนคำปณิธานส่วนตนบนพื้นฐานหลักการประสิทธิผล 

กำหนดจากสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต ค้นหาจากค่านิยมส่วนลึกในใจ ครอบคลุมทุกมิติที่สำคัญของชีวิตคุณ ทั้งชีวิตส่วนตัวและชีวิตทำงาน  

หลังจากนั้นก็ดำเนินชีวิตโดยใช้คำปณิธานนั้นเป็นกรอบและใช้ Proactive ตลอดเวลา


นับเป็นเรื่องง่ายเหลือเกินที่จะพลัดหลุดเข้าไปในกับดักแห่งกิจกรรม เลอะเลือนอยู่กบความวุ่นวายในชีวิต ทำงานหนัก ทุ่มเทหนักยิ่งขึ้น เพื่อปีนบันไดสู่ความสำเร็จ เพียงเพื่อจะพบว่าบันไดวางพาดผิดกำแพง Steven R. Covey


วันนี้คุณมีคำปณิธานส่วนตน เป็นธรรมนูญพื้นฐานในการใช้ชีวิตแล้วหรือยังครับ...

17/01/2566

อุปนิสัยที่ 1 โปรแอกทีพ (Be Proactive)

 

ในหลักการของ 7 อุปนิสัยสำหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิ่ง The Seven Habits of Highly Effective People นั้นจะเป็นวิถีจากภายในสู่ภายนอก 

โดยใน 3 อุปนิสัยแรกจะเป็นชัยชนะส่วนตน เป็นการเอาชนะตัวเองให้ได้ก่อน ถัดมา 3 อุปนิสัยจะเป็นเรื่องการสร้างความสัมพันธ์กับคนอื่นก่อให้เกิดชัยชนะในสังคม เกิดการพึ่งพากันอย่างมีประสิทธิผล และนิสัยสุดท้ายเป็นการพัฒนาต่อยอดเป็นการเติมพลังให้ชีวิต การรักษาสมดุล และการรักษานิสัยทั้งหมดนี้ไว้ให้คงอยู่ตลอดไปและยกระดับให้สูงยิ่งขึ้น

อุปนิสัยแรกภาษาอังกฤษใช้คำว่า Be Proactive ในหนังสือก็ทับศัพท์เป็น โปรแอกทีพ  ซึ่งน่าจะเคยได้ยินบ่อยๆ 

ก่อนหน้านี้ตอนที่ได้ยินคำว่า Proactive ผมเข้าใจว่าเป็นการทำสิ่งต่างๆในเชิงรุก คือ ทำไปก่อนที่จะถูกบังคับให้ทำ หรือ ทำการป้องกันสิ่งต่างๆก่อนที่จะเกิดปัญหา การเสนอทำสิ่งใหม่ๆ การคิดไปล่วงหน้า ประมาณนั้น แต่พอได้เข้าอบรมและอ่านหนังสือเพิ่มเติมจึงพบว่า อุปนิสัยที่ 1 Be Proactive ตามที่ผู้เขียนบอก มันมีความหมายที่กว้างและลึกซึ้งกว่าคำว่าเชิงรุกมาก  

มันหมายถึง ความรับผิดชอบในชีวิตของตนเอง โดยที่เรามีอิสรภาพในการเลือกที่จะตอบสนอง เรามีความคิดริเริ่มและความรับผิดชอบชอบที่จะดำเนินการให้เกิดผล

Stephen R. Covey  ได้เปรียบเทียบว่ามนุษย์ต่างจากสัตว์  สัตว์จะใช้สัญชาตญาณในการใช้ชีวิต ถึงแม้สัตว์จะถูกฝึกได้ แต่ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงคำสั่งที่ฝึกได้และไม่รู้ด้วยว่ามีโปรแกรมกำกับชีวิต ต่างจากมนุษย์ที่สามารถแยกสัญชาตญาณและการฝึกได้ มนุษย์มีความสามารถในการรู้ตนเอง มีจินตนาการ มีมโนธรรมและมีความประสงค์เป็นอิสระ มนุษย์มีความสามารถที่จะทำทุกอย่างบนรากฐานของการรู้ตนเอง เป็นอิสระจากอิทธิพลภายนอกที่จะเข้ามาควบคุม และอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษย์ คือ อิสรภาพในการเลือก

Proactive คือ การที่เรารับผิดชอบต่อชีวิตเราเอง โดยการเลือกที่จะตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง ไม่ยอมให้เงื่อนไขต่างๆมามีอิทธิพล หรือมาบงการชีวิตเราได้  ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ เช่น กรณีที่เราเจอเหตุการณ์รถติดนานๆ เราก็จะอารมณ์เสีย หงุดหงิด พาลด่าคนอื่นไปทั่ว แถมยังส่งต่ออารมณ์เสียไปให้คนอื่นทางไลน์ ทางเฟสบุ๊คอีกซึ่งก็ทำให้เราเสียสุขภาพจิตลงไปอีก แต่ถ้ามี Proactive เราก็เลือกได้ที่จะไม่นำเอาเหตุที่รถติดมาทำให้อารมณ์เสีย ไม่ให้มีอิทธิพลกับชีวิต เราจะหาทางทำให้ตัวเองได้ประโยชน์จากรถที่ติด เลือกคิดในทางบวกมากกว่า เช่น รถติดก็ดีจะได้คิดทบทวนงานที่ทำมาทั้งวัน จะได้มีเวลาคุยกับแฟนเยอะหน่อย หรือถ้าไม่ได้ขับรถเองหาหนังสือที่ชอบมาอ่านก็ดี

เราเลือกที่จะตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในทางบวกเป็นตัวอย่างของอุปนิสัยที่ 1 Be Proactive

ส่วนนิสัยที่ตรงข้ามกับ proactive เป็นนิสัย Reactive มีตัวอย่างเช่น  ไม่ตั้งใจเรียน พอสอบไม่ได้ก็บ่นว่าครูสอนไม่รู้เรื่อง ข้อสอบยากไป หรือ ผิดหวัง อกหัก กินเหล้าทำร้ายตัวเอง หรือกรณีตัวอย่างที่เห็นกันบ่อยๆ เรื่องการขับรถปาดหน้ากัน ทนไม่ได้ต้องเอาคืน ขับไปปาดหน้ากลับ เกิดปัญหาต่างๆตามมามากมาย  กรณีทำงานประจำ ก็ทำงานไม่เรียบร้อยไม่รับผิดชอบในงาน ถึงเวลาไม่ได้เลื่อนขั้นก็โทษหัวหน้า โทษเพื่อเพื่อนร่วมงาน โทษฟ้าดิน โทษโชคชะตา โทษสิ่งศักดิ์สิทธ์ต่างๆนานา

Proactive เป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จ เพราะจะทำให้เราเปลี่ยนแปลงตัวเอง เลือกที่จะสนองตอบเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีขึ้น  ไม่ปล่อยให้เงื่อนไขภายนอกหรือสิ่งเร้าต่างๆ มามีอิทธิพลในชีวิต ไม่ปล่อยให้สิ่งแวดล้อมภายนอกมาเป็นนายเรา  

ทำยังไงถึงจะมีอุปนิสัย Proactive  ดร.โควีย์ ได้ให้ข้อแนะนำไว้ 

โดยผมลองสรุปเอาเองดังนี้ครับ

        1. ฝึกระงับอารมณ์ คิดก่อนทำ หรือ ถ้าว่ากันตามทางพุทธศาสนาผมว่าเป็นเรื่องของการมีสติตลอดเวลา

2. เลือกใช้ภาษา proactive เพื่อให้เราอยู่ในกรอบแห่งความรับผิดชอบ เลือกที่จะตอบสนอง เช่น ฉันทำได้ ฉันเลือกวิธีอื่น  ฉันควบคุมได้ ฉันอยากจะ

3. ให้ความสำคัญกับขอบเขตแห่งอิทธิพล  สำหรับข้อนี้ทางดร.โควีย์ อธิบายว่าถ้าเราต้องทุ่มเทเวลาและพลังงานให้กับสิ่งที่เราเปลี่ยนแปลงได้ โดยปัญหาที่เราเจอจะมี 3 ประเภท คือ ปัญหาทางตรง(เกิดจากตัวเอง) ปัญหาทางอ้อม(เกิดจากผู้อื่น) ปัญหาที่ไม่อาจควบคุมได้ เช่น เรื่องในอดีต proactive จะวางแนวทางแก้ปัญหาในขอบเขตที่เราทำได้ในปัจจุบัน  โดยปัญหาทางตรงจะแก้โดยปรับนิสัยส่วนตน อุปนิสัยที่ 1-3  ปัญหาทางอ้อมเกิดจากผู้อื่นหรือเกิดจากความสัมพันธ์ก็แก้โดยอุปนิสัยที่ 4-6  ส่วนปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขได้ ก็ให้ ยิ้มรับและเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน

4. ขยายขอบเขตแห่งอิทธิพล โดยการแก้ไขตนเอง การเป็นตนเอง การครองตนอย่างมีความสุข ยิ้มจริงใจ

5. ยอมรับความผิดพลาด ความผิดพลาดในอดีตไม่อาจแก้ไขได้ แต่ก็มีความสำคัญมากที่จะยอมรับความผิดพลาด หาหนทางแก้ไขโดยเร็ว เพื่อให้ความผิดพลาดนั้นไม่เหลือพลังส่งผลต่อเรา

6. การให้และรักษาสัญญา เป็นหนทางแรกที่จะควบคุมชีวิตตนเอง เราต้องให้คำสัญญาและรักษาสัญญาผูกมัดต่อตนเอง เราต้องควบคุมตนเอง แบกรับความรับผิดชอบในชีวิต


เราเป็นผู้รับผิดชอบชีวิต เรามีความสามารถเลือกการตอบสนอง

มาเริ่มต้นด้วย Proactive  กันนะครับ...

16/01/2566

7 อุปนิสัย สำหรับผู้มีประสิทธิผลยิ่ง ภาคแรก

 


ในภาคแรกนี้  ดร.โควีย์ ได้กล่าวถึงกรอบความคิดและหลักการ

ซึ่งก็มีหลายๆสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันครับ  

โดยจากการศึกษาเรื่องความสำเร็จในอเมริกาผ่านงานเขียนหลายร้อยชิ้น ดร.โควีย์ พบว่างานเขียนเรื่องความสำเร็จสามารถแบ่งสิ่งที่ส่งผลให้ประสบความสำเร็จออกเป็น 2 ส่วน คือ 

1) คุณลักษณะ  เช่น การมีศีลธรรม การมีความกล้า การมีความยุติธรรม  กับ

2) บุคลิกภาพ เช่น การปรับความคิดให้บวก การปรับบุคลิกภาพ ทักษะการสื่อสาร ความมีเสน่ห์ การโน้มน้าว ทักษะเชิงสังคม

ซึ่งโดยความเห็นของผู้เขียนมองว่า "คุณลักษณะส่วนตน เป็นรากฐานสำคัญที่จะสร้างความสำเร็จให้ยั่งยืน" เปรียบได้กับรากของต้นไม้ซึ่งคนอื่นๆจะไม่เห็น แต่มีความสำคัญมาก หากต้องการประสิทธิผลที่ยั่งยืนต้องทุ่มเทพัฒนาคุณลักษณะ เมื่อรากมั่นคงแล้ว การเจริญเติบโตและออกดอกผลก็จะได้ผลดีตามไปด้วย

ถัดมาคือเรื่องของอำนาจกรอบความคิด  โดยกรอบความคิด คือวิธีที่เรามองโลก เป็นการรับรู้ เข้าใจและตีความโลกที่เราเห็น เปรียบได้กับแผนที่ของแต่ละคน ถ้าแผนที่ที่เรามีอยู่เกิดพิมพ์ผิด ไม่ว่าเราจะเดินทางเพื่อไปถึงจุดหมายให้เร็วขึ้น ก็เป็นไปได้ยากเพราะยังหลงทางอยู่ เปรียบได้กับถึงแม้เราจะมีทัศนคติที่เป็นบวกมากมาย แต่ก็ไปผิดทางอยู่ดี

 "เรื่องแรกที่สำคัญที่สุด คือ  ความถูกต้องของแผนที่"  ดร.โควีย์ 

ในหนังสือได้ยกตัวอย่างภาพหนึ่งเพื่อให้เราเห็นว่ากรอบความคิดมีความสำคัญมาก โดยให้เรามองและให้คำตอบว่าเป็น สตรีอายุเท่าใด(ซึ่งเป็นภาพที่สามารถมองออกมาได้ 2 แบบ เป็นหญิงสาวและเป็นยายแก่)  จากการทดลองให้มองภาพและให้ระบุว่าเป็นแบบไหน กลุ่มหนึ่งจะบอกว่าเป็นหญิงสาว อีกกลุ่มบอกว่าเป็นยายแก คนสองกลุ่มต่างก็มั่นใจว่าเป็นภาพดังที่ตนเองเห็น ต่างไม่ยอมรับฝ่ายความเห็นของอีกฝ่าย ซึ่งจากการสาธิตนี้สรุปได้ว่าในการมองภาพเดียวกันแค่ไม่กี่วินาทียังสามารถมองได้ต่างกัน แล้วกรอบความคิดที่เราใช้มาตลอดชีวิต  มันก็คงไม่เหมือนกัน  ถ้าเราไม่เปลี่ยนมุมมอง ไม่เปลี่ยนกรอบความคิดก็จะไม่เห็นเหมือนที่คนอื่นเห็น  และวิถีที่เรามองเห็นก็จะกำหนดทัศนคติและพฤติกรรมที่เราแสดงออกมา แต่เมื่อเราเปิดใจรับฟังมุมมองของอีกฝ่ายก็จะเห็นภาพอีกมุมหนึ่ง

การเปลี่ยนกรอบความคิดจะทำให้มองเห็นมุมมองใหม่ กรอบความคิดที่ เราต้องให้ความทุ่มเท จะต้องเป็นกรอบความคิดที่อยู่บนหลักการควบคุมประสิทธิผลของมนุษย์ เป็นกฎธรรมชาติ ไม่ขึ้นกับกาลเวลา เป็นหลักสากล เช่น เป็นธรรม  ศักดิ์ศรีมนุษย์  การให้บริการ ศักยภาพ เป็นต้น

7 อุปนิสัยนี้ วางบนฐานของคุณลักษณะ ใช้วิถีจากภายในสู่ภายนอก ต้องเริ่มต้นที่ตัวเรา เริ่มต้นที่ความคิด คุณลักษณะและเหตุจูงใจของเราเอง  เริ่มจากการปรับปรุงตนเองก่อนเพื่อให้สามารถดูแลตนเองได้ เลื่อนขั้นจากการพึ่งพิงผู้อื่นมาสู่การพึ่งพิงตนเอง จากนั้นจึงพัฒนาต่อไปเป็นการพึ่งพาซึ่งกันละกัน แต่ในการพัฒนาตนเองนั้นไม่ต้องรอให้ อุปนิสัยที่ 1-3 สมบูรณ์แล้วค่อยไปพัฒนาอุปนิสัยที่ 4-6 เพราะในชีวิตประจำวันเราสามารถใช้ทั้ง 7 อุปนิสัยได้ 

นิยามของประสิทธิผล ตามความหมายของ ดร.โควีย์ คือ ผลผลิตและความสามารถในการผลิต โดยเปรียบกับนิทานอีสปที่เราเคยอ่านกันคือเรื่อง ห่านออกไข่ทองคำ  คือเราต้องสร้างความสมดุลระหว่างผลผลิตกับความสามารถในการผลิต ต้องดูแลทั้งห่านและไข่  เหมือนตัวเองต้องดูแลร่างกายและจิตใจ 


โดยสรุปสาระของบทนี้คือ  เราต้องมุ่งสร้างคุณลักษณะภายในที่จะสร้างความสำเร็จให้ยั่งยืน

เราต้องเปลี่ยนกรอบความคิดให้อยู่บนหลักการควบคุมประสิทธิผลของมนุษย์

+++++++++

 

15/01/2566

7 อุปนิสัย สำหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิ่ง



The Seven Habits of Highly Effective People แต่งโดย Steven R. Covey

ผมได้มีโอกาสเข้ารับการอบรมหลักสูตรนี้ 3 วัน รวมทั้งได้ซื้อหนังสือมาอ่าน จึงอยากจะนำมาข้อมูลมาแบ่งปันให้เพื่อเป็นประโยชน์  ซึ่งถึงแม้ว่าหนังสือนี้และหลักสูตรนี้มีมานานแล้ว แต่หลักการยังคงใช้ได้ดีอยู่ในปัจจุบัน

The Seven Habits of Highly Effective People 7 อุปนิสัยสำหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิ่ง เป็นหนังสือวิชาการ แขนง จิตวิทยา เป็นหนังสือที่ได้รับการนิยมมากถือเป็นหนึ่งในหนังสือทรงอิทธิพลที่สุดในโลก ได้รับการแปลในภาษาต่างๆ กว่า 38 ภาษา และจำหน่ายไปแล้วกว่า 20 ล้านเล่มทั่วโลก เป็นหนังสือที่ว่าด้วยอุปนิสัยต่างๆ ทั้ง 7 ของมนุษย์  

โดย Steven R. Covey ได้สรุปหลักการสำคัญ เพื่อการเป็นบุคคลที่จะประสบผลสำเร็จในชีวิต อันยังผลประโยชน์ต่อตนเองและต่อส่วนรวม โดยมีเนื้อหาต่างๆ ดังนี้

ภาคที่ 1 กรอบความคิดและหลักการ และภาพรวมของทั้ง 7 อุปนิสัย 

โดยปกติเราจะมองเห็นในสิ่งเดียวกัน แต่แตกต่างกัน เนื่องจากทุกคนจะตีความตามแผนที่หรือกรอบความคิดที่เรามี โดยกรอบความคิดที่เรามีนั้นจะมาจากสิ่งที่เราเผชิญอยู่ หรือได้รับการปลูกฝังอบรมเลี้ยงดูมา แต่ละบุคคลก็ต่างกันไป แต่ถ้าเราอยากมีประสิทธิผลมากขึ้นเราต้องเปลี่ยนกรอบความคิดใหม่ เปลี่ยนมุมมองใหม่ให้มาอยู่ในกรอบความคิดและหลักการของประสิทธิผล

ภาคที่ 2 ชนะใจตนเอง

·         อุปนิสัยที่ 1 โปรแอคทีฟ (Be Proactive) เราต้องรับผิดชอบชีวิตตนเอง เรามีสิทธิเลือกและตอบสนองในทางบวก สิ่งที่ทำร้ายเราไม่ใช่เกิดจากกระทำของคนอื่น แต่เกิดจากการเลือกตอบสนองของเราเองที่ทำร้ายเรา

·         อุปนิสัยที่ 2 เริ่มต้นที่จุดหมายในใจ (Begin with the End in Mind)  กำหนดผลลัพธ์ก่อนลงมือทำ สร้างชีวิตและดำเนินชีวิตตามคำปณิธานส่วนตน

·         อุปนิสัยที่ 3 ทำสิ่งสำคัญก่อน (Put First Things First) อุปนิสัยที่ 3 เป็นเหมือนภาคปฏิบัติของ อุปนิสัยที่ 1 และ 2 ซึ่งเราควรจะเลือกทำสิ่งที่สำคัญมากที่สุดก่อน

ภาคที่ 3 ชนะใจคนอื่น

·         อุปนิสัยที่ 4 คิดแบบชนะชนะ (Think Win-Win) มีแนวคิดแบบใจกว้าง สร้างสมดุลระหว่างความกล้าหาญกับความเกรงใจ คำนึงถึงชัยชนะของผู้อื่นเช่นเดียวกับของเรา มุ่งสร้างข้อตกลงแบบ Win-Win

·         อุปนิสัยที่ 5 เข้าใจผู้อื่นก่อนแล้วจึงให้ผู้อื่นเข้าใจเรา (Seek First to Understand then to be Understood) ฝึกการฟังอย่างเข้าใจ ให้เกียรติผู้อื่น และทำให้ผู้อื่นเข้าใจเรา

·         อุปนิสัยที่ 6 ผนึกพลังประสานความต่าง (Synergize) ให้คุณค่าความแตกต่าง ค้นหาทางเลือกที่ 3

ภาคที่ 4 การปรับตัวใหม่

·         อุปนิสัยที่ 7 ลับเลื่อยให้คมอยู่เสมอ (Sharpen the Saw) ให้เวลากับตัวเองทุกวันเพราะจะส่งผลให้เราสามารถทำกิจกรรมอื่นๆ ได้ดี มุ่งมั่นบรรลุชัยชนะส่วนตนประจำวัน ตามหลักการของการเติมพลัง  การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และสร้างชีวิตให้สมดุล


หนังสือเล่มนี้ควรอ่านซ้ำหลายๆรอบเพราะอ่านเข้าใจยาก มีรายละเอียดมากมายที่มีประโยชน์สามารถนำมาปรับใช้ในชีวิต แต่การเปลี่ยนนิสัยส่วนตัวมันไม่ใช่เรื่องง่าย มันต้องอาศัยความมุ่งมั่น อดทน และเข้มงวดกับตนเองอย่างหนัก

โดยในหนังสือบอกว่า  การดำเนินชีวิตตาม 7 อุปนิสัยนี้ ต้องอาศัยการเรียนรู้ ต้องมีความมุ่งมั่น และต้องปฏิบัติอย่างเข้มข้น 

เรียนรู้ -->มุ่งมั่น -->ปฏิบัติ โดยต้องทำซ้ำๆ เพื่อให้ก้าวหน้าต่อไป 

แนะนำไปหามาอ่านดูครับ

+++++++++