แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลักธรรมนำชีวิต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลักธรรมนำชีวิต แสดงบทความทั้งหมด

02/11/2567

กาลามสูตร อะไรไม่ควรเชื่อ

 



กาลามสูตร

เป็นหลักแห่งความเชื่อที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้ให้แก่พุทธศาสนิกชนทุกคน ไม่ให้เชื่อสิ่งใด ๆ อย่างงมงาย โดยไม่ใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นจริง ถึงคุณถึงโทษ หรือดีไม่ดี

มีอยู่ 10 ประการ ได้แก่

        1. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะฟังตามกันมา

        2. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะถือสืบกันมา

        3. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะข่าวเล่าลือ

        4. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะมีในตำรา

        5. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะตรรกะ

        6. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะอนุมาน

        7. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะตรึกตามลักษณะอาการที่ปรากฏ

        8. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะตรงกับความคิดของตน

        9. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะดูน่าเชื่อถือ

        10. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะเป็นครูของตน

 

อย่าเพิ่งเชื่อ ให้พิจารณาด้วยตนเองว่า สิ่งเหล่านี้ดีหรือไม่ ถ้าไม่ดีก็ทิ้งเสีย ถ้าดีก็ทำตาม

สังคมไทยทุกวันนี้ หรือ โลกโซเซียล ล้วนต้องใช้ “กาลามสูตร” มาพิจารณาให้มากๆ

อะไรควรเชื่อได้ อะไรไม่ควรเชื่อ พิจารณาให้ดี วางใจเป็นกลาง 

พิจารณาให้ถี่ถ้วน มันน่าเชื่อถือหรือไม่  สามารถเป็นจริงได้หรือไม่  
จริงในลวง  ลวงในจริง  ชวนเชื่อ ขายฝัน หลอกล่อ ล่อลวง
สุดท้ายก็  ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน นะครับ
+++++++++

15/04/2566

สิ่งธรรมดา คือ สิ่งพิเศษ

 



เรื่องธรรมดาที่ไม่ธรรมดา

ท่าน ติช นัท ฮันท์ กล่าวแนะนำแนวทางการดำเนินชีวิตให้แก่ พุทธศาสนิกชนว่า

ปาฏิหาริย์ ไม่ใช่การเดินบนน้ำ หรือบินบนอากาศ แต่ปาฏิหาริย์ ของชีวิต คือ การเดินบนผืนดินและมีความสุขในทุกย่างก้าว

ชีวิตเราเต็มไปด้วยเรื่อง ธรรมดาเช่น ตื่นมา อาบน้ำ แปรงฟัน ขับรถไปทำงาน กินอาหารเที่ยงกับเพื่อนในที่เดิมๆ

ตอนเย็นกลับบ้าน ก็เห็นหน้าภรรยา หรือสามีคนเดิม ใส่ชุดธรรมดา หน้าตาเราหรือก็ธรรมดา

เราส่วนใหญ่แล้วก็เป็นคนธรรมดาๆ มีชีวิตธรรมดาๆ กันทั้งนั้น

แต่ถ้าความ ธรรมดานี้หมดไปละ เช่น อยู่ดีๆ ลูกเราเกิดเป็นมะเร็ง ไปมีเรื่องนอกบ้าน ไปติดยา ไปคบเพื่อนไม่ดี หรือสามี หรือภรรยาเราตาย ไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม หรือ เราถูกไล่ออกจากงาน เราประสบอุบัติเหตุร้ายแรง เป็นอัมพาต

เรื่องที่เคย ธรรมดา ก็จะไม่ธรรมดาไปในทันที และในเวลานั้นเอง

เราจะหวนมาคิดเสียดายความเป็น ธรรมดา จนใจแทบจะขาด

สิ่งธรรมดา คือ สิ่งพิเศษ

ขอให้เรารีบชื่นชมกับความ ธรรมดาที่เรามี และใช้ชีวิตกับสิ่งรอบตัวของเราประหนึ่งว่า

สิ่งเหล่านี้ คือ สิ่งมหัศจรรย์ของจักรวาล

เพราะสิ่งธรรมดาๆ แท้จริงแล้ว คือ สิ่งพิเศษที่สุดแล้ว สำหรับมนุษย์อย่างเรานั่นเอง

นั่นคือ จงพอเพียง พอใจในสิ่งที่มี

 

ที่มา ไทม์ไลน์

อ่านแล้วได้แง่คิดดีๆ จึงนำมาฝากครับ

++++++++++

02/03/2566

อิทธิบาท 4 ทางแห่งความสำเร็จ

 



หนึ่งชีวิตของคนเราเมื่อเกิดมาแล้ว ล้วนมีความต้องการที่จะบรรลุเป้าหมายความสำเร็จของตนเอง จะแตกต่างกันไปไม่ว่าจะเป็น ความสำเร็จในการเรียน ความสำเร็จในหน้าที่การงาน อยากเลื่อนตำแหน่ง อยากเป็นผู้จัดการบริษัท อยากให้คนอื่นนับหน้าถือตา อยากจะมีความสำเร็จในครอบครัว อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง 

หากเรามามองดูก็จะพบว่าในชีวิต ไม่จำเป็นจะต้องมีเป้าหมายความสำเร็จเพียงแค่เป้าหมายเดียวเท่านั้น แต่การบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ขั้นแรก ก็เปรียบเหมือนการเริ่มต้นไปสู่ความสำเร็จขั้นต่อไป

หนึ่งในแนวทางที่สามารถนำมาใช้แก้ปัญหาและเป็นหนทางสู่ความเจริญก้าวหน้า 

เป็นหลักคำสอนที่ครั้งหนึ่ง คุณครูสมัยประถมศึกษาเคยสอนไว้ 

ซึ่งผมยังท่องจำได้จนถึงเวลานี้ว่า

ฉันทะคือความพอใจ  วิริยะไซร้หมั่นเพียรขยัน จิตตะตั้งใจไว้มั่น วิมังสานั้นหมั่นฝึกตรึกตรอง

เป็นหลักธรรมที่เป็นแนวคิดและหลักปฏิบัติจากคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่มีวันล้าสมัย ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา 

หลักธรรมนั้น คือ  อิทธิบาท 4 ธรรมแห่งความสำเร็จ

คำว่า อิทธิบาท แปลว่า ฐานแห่งความสำเร็จ หมายถึง สิ่งซึ่งมีคุณธรรม เครื่องให้ลุถึงความสำเร็จตามที่ตนประสงค์ ผู้หวังความสำเร็จในสิ่งใด ต้องทำตนให้สมบูรณ์ 

ด้วยสิ่งที่เรียกว่า อิทธิบาท ซึ่งจำแนกไว้เป็น 4 อย่างคือ

1.  ฉันทะ (ความพอใจ) คือ ความยินดี ความพอใจ ความเต็มใจ ความมีใจรัก ความอยากหรือฝักใฝ่ที่จะทำสิ่งนั้นๆให้บรรลุถึงจุดหมาย มีปรารถนาจะทำให้ ได้ผลดียิ่งๆขึ้นไป เมื่อเรามีงานอะไรแล้วมีความรักใคร่พอใจในงานนั้น เรียกว่า มีฉันทะ คนที่ขาดฉันทะ ไม่พอใจในงานก็มักจะทำงานด้วยความเหน็ดเหนื่อยใจ และชอบทิ้งงานให้จับจดและคั่งค้าง ทำให้งานนั้นออกมาไม่ดี ไม่ประสบความสำเร็จ แต่ในการมีฉันทะ นั้นก็ต้องมีความพอใจ หรือใฝ่ดีด้วยนะครับ ฉันทะที่เกิดขึ้นมิได้เพียงใช้สำหรับทำงานเพียงอย่างเดียว แต่สามารถนำไปใช้เป็นหลักการดำเนินชีวิตในด้านอื่นๆได้ด้วยเช่น ความยินดีและพอใจในทรัพย์สินที่ตนมี  ความยินดีและพอใจในคู่ครองของตน เป็นต้น  ฉันทะถือเป็นธรรมข้อแรกที่จะนำไปสู่ข้อถัดไป

2.  วิริยะ (ความเพียร) คือ ความเพียรพยายาม ความอุตสาหะ และมานะบากบั่น ที่จะทำงานหรือทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้ดีที่สุด การเอาธุระไม่ท้อถอยอุปสรรค และความยากลำบากต่างๆ ด้วยการมองปัญหาหรืออุปสรรคที่ขัดขวางเป็นสิ่งที่ท้าทาย และต้องเอาชนะให้สำเร็จ นอกจากนี้วิริยะยังมีหลายประเภท ได้แก่ ความเพียรระวังรอบคอบด้วยการรู้จักเหตุและผล ไม่ประมาท  ความเพียรละ คือ การรู้จักละ ลด หรือหลีกเลี่ยงจากอกุศลกรรม เพียรบำเพ็ญ คือ การรู้จักเพียรตั้งมั่น เพียรตามรักษาไว้ คือ รู้จักรักษาหรือทำให้ความเพียรในสิ่งนั้นๆคงอยู่กับตน

วิริยะจึงเป็นหลักที่ความสำคัญอันจะนำไปสู่การประพฤติปฏิบัติในการงานหรือการกระทำต่อสิ่งใดๆ

3.   จิตตะ (ความคิด) คือ ตั้งจิตรับรู้ในสิ่งที่ทำ และทำสิ่งนั้นด้วยความคิด เอาจิตฝักใฝ่ ไม่ปล่อยใจให้ฟุ้งซ่านเลื่อนลอยไป  จิตตะ มีความสัมพันธ์กับสมาธิ คือ จิตเป็นเครื่องผลักดัน และควบคุมการเกิดของสมาธิ โดยสภาวะจิตที่มีความแน่วแน่ และจดจ่อต่อสิ่งสิ่งที่กำลังทำอยู่ โดยไม่เกิดความฟุ้งซ่าน ย่อมทำให้งานประสบความสำเร็จได้ดี ไม่ผิดพลาด

4.  วิมังสา (ความไตร่ตรอง หรือ ทดลอง) คือ หมั่นใช้ปัญญา พิจารณาใคร่ครวญ ตรวจหาเหตุผล และตรวจสอบสิ่งที่ทำนั้น มีการวางแผน วัดผล คิดค้นวิธีแก้ไขปรับปรุง เป็นต้น วิมังสานั้นเป็นสิ่งสำคัญ เพราะการใช้วิมังสา จะเป็นการตรวจสอบแนวทางในการดำเนินงานให้ถูกต้องเหมาะสม รวมถึงรู้จักแนวทางแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้น

 

         ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา  ทั้ง 4 ข้อนี้มีความต่อเนื่องสัมพันธ์กัน  แต่ละอย่างๆ มีหน้าที่เฉพาะเป็นเหตุเป็นผลเกื้อหนุนกัน  คือ เมื่อมี ฉันทะ ความยินดีความรักในงานที่กระทำ ก็จะทำให้เกิด วิริยะ ความเพียรความพยายามในงานนั้น   เมื่อมีความเพียรเกิดขึ้น ย่อมต้องเกิด จิตตะ ความสนใจหรือเอาใจใส่ต่อสิ่งนั้น  เมื่อใส่ใจย่อมมี วิมังสา พิจารณาในสิ่งนั้นอย่างหาเหตุผลหรือด้วยปัญญา  อิทธิบาทจึงเป็นคุณอันวิเศษที่เกื้อหนุนให้ประสบความสำเร็จในกิจหรืองานต่างๆ 

พระพุทธองค์ จึงตรัสว่า เป็นบาทฐานเครื่องแห่งความสำเร็จ  อันมีเหล่าเหตุปัจจัยดังต่อไปนี้ เป็นเครื่องหนุนหรือองค์ประกอบในการทำให้เจริญขึ้นในอิทธิบาท จักไม่ย่อหย่อนเกินไป  ไม่ต้องประคองเกินไป  ไม่หดหู่ในภายใน ไม่ฟุ้งซ่านไปในภายนอก

อิทธิบาท 4 จึงเป็นหลักสำคัญในการปฏิบัติเพื่อให้บรรลุถึงจุดมุ่งหมาย

ถึงแม้เราจะได้ยินได้ฟัง หรือ ได้เรียนเรื่องของอิทธิบาท 4 มานานแล้ว แต่ก็ยังต้องศึกษาเพิ่มตาม ทำความเข้าใจให้มากขึ้น

ที่สำคัญที่สุด คือ การนำหลักอิทธิบาท 4 ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่นครับ

 

ที่มา

http://www.salapanya.com

http://thaihealthlife.com

http://www.nkgen.com

https://th.wikipedia.org/wiki

31/12/2565

พรปีใหม่ คิดดีพูดดีทำดึ



คิดดี พูดดี ทำดี  
โดยยึดหลักธรรม  กุศลกรรมบถ 10

กุศลกรรมบถ 10 คือ หลักธรรมแห่งกรรมดีอันเป็นกุศล หรือทางแห่งกรรมที่เป็นกุศล 
รวมเป็นหลักปฏิบัติในชีวิตประจำวัน จำนวน 10 ประการ 
อันจะนำความสุขและความเจริญมาสู่ผู้ปฏิบัติ

ประกอบไปด้วย กายกรรม 3 วจีกรรม 4 และมโนกรรม
ได้แก่

1. กายกรรม 3 หมายถึง ความประพฤติดีที่แสดงออกทางกาย 3 ประการ ได้แก่

(1) เว้นจากการฆ่าสัตว์ คือ การละเว้นจากการฆ่าสัตว์ ทำลายชีวิตผู้อื่น การเบียดเบียนกัน

(2) เว้นจากการลักทรัพย์ คือ ละเว้นจากการลักขโมย ไม่ยึดเอาทรัพย์ของผู้อื่นมาเป็นของตน เคารพในสิทธิของผู้อื่น

(3) เว้นจากการประพฤติผิดในกาม คือ การไม่ล่วงละเมิดสามีหรือภรรยาผู้อื่น ไม่ล่วง ละเมิด ประเวณีทางเพศ

2. วจีกรรม 4 หมายถึง การเป็นผู้มีความประพฤติดีซึ่งแสดงออกทางวาจา 4 ประการ ได้แก่

(1) เว้นจากการพูดเท็จ

(2) เว้นจากการพูดส่อเสียด  ไม่พูดจา ในสิ่งที่ก่อให้เกิดความ แตกแยก แตกร้าว

(3) เว้นจากการพูดคำหยาบ  พูดแต่คำสุภาพ อ่อนหวาน อ่อนโยน กับบุคคลอื่นทั้ง ต่อหน้า และลับหลัง

(4) เว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ มีเหตุมีผลเน้นเนื้อหาสาระที่เป็น ประโยชน์ พูดแต่สิ่งที่จำเป็นและพูดถูกกาลเทศะ

3. มโนกรรม 3 หมายถึง ความประพฤติที่เกิดขึ้นในใจ 3 ประการ ได้แก่

(1) ไม่อยากได้ของของเขา  ไม่คิดจะโลภอยากได้ของผู้อื่นมาเป็นของตน

(2) ไม่พยาบาท ปองร้ายผู้อื่น มีความปรารถนาดี อยากให้ผู้อื่นมีความสุข ความเจริญ

(3) มีความเห็นที่ถูกต้อง คือ มีความเชื่อในเรื่องการทำความดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว

 
กุศลกรรมบถ คือ สุจริตทางกาย ทางวาจา และทางใจ

ขอให้นำหลักธรรมนี้เป็นแนวทางในการดำรงชีวิต

เป็นทางนำไปสู่ความสุขความเจริญ...
++++++++++