บัดเดี๋ยวดังหงั่งเหง่งวังเวงแว่ว
สะดุ้งแล้วเหลียวแลชะแง้หา
เห็นโยคีขี่รุ้งพุ่งออกมา ประคองพาขึ้นไปจนบนบรรพต
แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์ มันแสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนด
ถึงเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด
ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน
มนุษย์นี้ที่รักอยู่สองสถาน
บิดามารดารักมักเป็นผล
ที่พึ่งหนึ่งพึ่งได้แต่กายตน เกิดเป็นคนคิดเห็นจึงเจรจา
แม้นใครรักรักมั่งชังชังตอบ ให้รอบคอบคิดอ่านนะหลานหนา
รู้สิ่งใดไม่สู้รู้วิชา รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี
จงคิดตามไปเอาไม้เท้าเถิด จะประเสริฐสมรักเป็นศักดิ์ศรี
พอเสร็จคำสำแดงแจ้งคดี รูปโยคีหายวับไปกับตา
บทกลอนนี้มาจากวรรณคดีเรื่อง “พระอภัยมณี” หนึ่งในผลงานชิ้นเอกของสุนทรภู่ กวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นวรรณคดีประเภทกลอนนิทาน บอกเล่าเรื่องราวการเดินทางผจญภัยของ “พระอภัยมณี” ที่ได้รับการยกย่องจากวรรณคดีสโมสรว่าให้เป็นยอดของวรรณคดีประเภทนิทานคำกลอน
โดยวรรคนี้ เป็นเหตุการณ์หลังจากสุดสาครถูกชีเปลือยผลักตกหน้าผา แย่งเอาม้านิลมังกรและไม้เท้ากายสิทธิ์ไป จนกระทั่งพระฤาษีก็ตามมาช่วยได้ทันจึงได้กล่าวสอน สุดสาคร จนกลายเป็นบทกลอนสอนใจ
พระอภัยมณี ตอน
สุดสาครเข้าเมืองการะเวก สอนในวิชาภาษาไทย บทอาขยานหลักชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
ได้ยินลูกเอามาท่องจำ ก็แอบดีใจที่ยังมีการสอนกลอนบทนี้อยู่
ยังคงใช้ได้ในปัจจุบัน
เพราะใจคนนั้นยากแท้ยั่งถึง จริงๆ
แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์ มันแสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนด ถึงเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน


