ใน 3 อุปนิสัยแรกนั้น
เป็นเรื่องของตัวเราเองเป็นการพึ่งพาตนเองได้ เมื่อเราฝึกฝนจนเป็นนิสัย เราจะหลุดพ้นการที่ต้องพึ่งผู้อื่นตลอดเวลา
เราจะได้รับชัยชนะส่วนตน แต่เราไม่สามารถอยู่คนเดียวได้ในโลกนี้ได้ เราต้องมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่น
เราต้องมีสังคม
ดังนั้นอุปนิสัยที่ 4-6
จึงเป็นเรื่องของการสร้างความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นๆ เป็นส่วนที่ก่อให้เกิดชัยชนะส่วนรวม
เป็นการพึ่งพาซึ่งกันและกัน
อุปนิสัยที่ 4 คิดแบบชนะ-ชนะ
Think win-win เป็นเรื่องของการเปลี่ยนความคิด ในการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นที่ติดต่อด้วย
โดยให้คิดแบบ ชนะ-ชนะ ซึ่งเป็นอุปนิสัยของผลประโยชน์ร่วมกัน โดยต้องอยู่บนหลักการของผลประโยชน์ร่วมกัน
ความยุติธรรม และใจกว้าง
สิ่งที่เราต้องทำ คือ การเปลี่ยนกรอบความคิดโดยเปลี่ยนจากการที่คิดว่าทุกสิ่งอย่างมีอย่างจำกัด ยิ่งคนอื่นมีมากได้มาก ยิ่งมีเหลือให้เราน้อยลง ให้เลิกคิดแบบนี้และเปลี่ยนมาคิดว่าสิ่งต่างๆ มีมากมายไม่เพียงแต่พอสำหรับทุกคนแต่ยังมีเหลือ
แนวทางปฏิบัติคือฝึกให้เป็นคนใจกว้าง กล้าหาญที่จะแสดงความต้องการ
ลดความขี้เกรงใจ ต้องฝึกคำนึงถึงประโยชน์ของผู้อื่นเท่ากับผลประโยชน์ของตน
และมุ่งสร้างข้อตกลงแบบ ชนะ-ชนะ
ดร.โควีย์
ได้จำแนกความสัมพันธ์ของมนุษย์ไว้ 6 ลักษณะ ได้แก่
· ชนะ-แพ้ Win-Lose ฉันต้องชนะ คุณต้องแพ้ เช่น การแข่งขันกีฬา
· แพ้-ชนะ Lose-Win ยอมที่จะแพ้ เช่น แม่กับลูก
· แพ้-แพ้ Lose-Lose ถ้าฉันแพ้ คุณก็ต้องแพ้ด้วย ตาต่อตาฟันต่อฟัน แบบสงคราม
· ชนะเท่านั้น Win ฉันต้องชนะเท่านั้น ไม่สนคนอื่นจะเป็นอย่างไร มีตนเองเป็นศูนย์กลาง
· ชนะ-ชนะ Win-Win ต้องหาทางออกที่ดีให้กับทั้งคู่
· ชนะ-ชนะ หรือไม่มีการตกลง Win-Win or No deal
แต่ในสังคมของเราส่วนใหญ่นั้นกลับสอนว่า
ทุกอย่างมีแพ้มีชนะ ตั้งแต่เริ่มต้นสอบเข้าโรงเรียนอนุบาล ก็มีสอบได้ไม่ได้ สอบได้
โตขึ้นมาอีกหน่อยก็ต้องมีการสอบแข่งขันกันเข้าโรงเรียนชื่อดังก็มีได้
มีไม่ได้ ก็มีแพ้มีชนะ ก็เลยทำให้เรามีความคิดแบบแพ้-ชนะ
อยู่ตลอดเวลา ซึ่งความคิดแบบนี้ถ้าติดตัวเรา และเอามาใช้ในการสร้างความสัมพันธ์ที่บุคคลอื่น
มันก็เหมือนเราไม่จริงใจ มุ่งจะหาผลประโยชน์และเอาเปรียบ ใครที่รู้ก็คงไม่อยากเป็นมิตรด้วย
ในการนำเอาความคิดแบบ ชนะ-ชนะ ไปใช้นั้น
สามารถเอาไปประยุกต์ใช้ได้กับทุกความสัมพันธ์ อาทิเช่น
- กรณีหัวหน้ากับลูกน้อง มักจะมีปัญหาในการเข้าใจที่ไม่ตรงกัน หัวหน้ามักจะคิดว่าตัวเองเก่ง คิดมาดีแล้ว ทำไมลูกน้องไม่ฟัง คิดว่าตัวเองเหนือกว่าลูกน้องในทุกด้าน ลูกน้องก็จะคิดว่าทำไมหัวหน้าเผด็จการ ไม่ฟังความเห็นเลย คิดว่าเราเป้นเบี้ยล่าง จะสั่งอะไรก็ได้ แบบนี้ก็เป็นความคิดแบบ Win-Lose ทำให้เกิดความไม่เข้าใจกัน ความสัมพันธ์ก็ไม่ดี แต่ถ้าเราเปลี่ยนมุมมองใหม่ ถามความเห็นลูกน้องก่อน ถ้าเห็นว่าไม่ถูกต้องก็อาจจะเสนอว่ามีทางอื่นอีกมั้ย แล้วมาลองหาข้อดีข้อเสียร่วมกัน แต่ถ้าเห็นว่าถูกต้องก็ชมและให้ยกว่าเป็นความคิดเค้าให้ดำเนินการได้ ก็จะทำให้ลูกน้องรู้สึกว่าไม่ถูกบังคับ และภูมิใจว่าเป็นผลงานของเค้า แบบนี้ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจะยั่งยืนมากกว่า
- กรณีพ่อแม่กับลูก พ่อแม่ที่ต้องการควบคุมลูก และเอาชนะลูกทุกอย่างเพราะคิดว่าเป็นพ่อแม่ จะทำให้ลูกก็จะกลายเป็นเด็กเก็บกด ไม่กล้าที่จะแสดงความเห็น หรืออาจจะกลายเป็นคนก้าวร้าวไปเลยถ้าเกินลูกทนไม่ไหว ถ้าเราต้องการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูก เราต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา รับฟัง ไม่ใช่เอาแต่ดุด่าว่ากล่าว โดยไม่ฟังสิ่งที่ลูกพูดเลย ให้เอาความต้องการของแต่ละคนมาอธิบายและนั่งคุยกัน หาทางออกที่เหมาะสมร่วมกันเป็นข้อตกลงแบบ Win-Win จะทำให้ความสัมพันธ์ดีขึ้น เกิดความไว้ใจซึงกันและกัน
- กรณีสามีภรรยา เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยาเป็นเรื่องใหญ่มาก ความแตกต่างของมุมมองทำให้หย่าร้างกันมากมาย หลายครั้งก็เจอว่าอีกฝ่ายมีต้องอดทนเป็นอย่างมากในการใช้ชีวิตคู่ จนมีคำพูดที่ได้ยินกันบ่อยๆ เช่น ทนอยู่หรืออยู่ทน ต้องทนเพราะเป็นเวรกรรม ต้องอยู่เหมือนผีเน่าโลงผุ ก็ว่ากันไป สามีภรรยาอยู่ด้วยกันก็ย่อมจะมีเรื่องกระทบกระทั่งกันเป็นเรื่องปกติ ก็ลองเอาแนวคิดนี้ไปใช้ครับ ถ้ารักกันต้องใจเย็น มีสติ รับเอาความต้องการของทั้งคู่มาสร้างข้อตกลง win-win รวมกัน
ตามความเห็นของผม ก็ต้องขอบอกว่าแนวคิดแบบชนะ-ชนะ win-win นั้นเป็นอุปนิสัยที่ 4 แล้ว หากคนที่เราต้องการสร้างความสัมพันธ์ด้วยยังไม่ได้นำเอาอุปนิสัยที่ 1-3 ไปใช้ก็ยากที่จะสร้างข้อตกลงแบบ win-win ได้ โดยเฉพาะอุปนิสัยที่ 1 Be Proactive บางคนจะต้องเอาชนะให้ได้ หัวเด็ดตีนขาดก็ไม่ยอมรับฟัง แบบนี้การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีก็เกิดขึ้นได้ยากครับ
แต่อย่างไรก็ตามอุปนิสัยแบบ win-win ก็เป็นสิ่งที่ดี ที่ต้องหมั่นฝึกฝน
โดยในการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ด้วยความมีสติ ด้วยนิสัย Proactive
เพื่อสร้างความยั่งยืนของความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน
+++++++++
