07/02/2566

อุปนิสัยที่ 6 ผนึกพลังประสานความต่าง Synergize



 

อุปนิสัยที่ 6 ผนึกพลังประสานความต่าง ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Synergize เป็นอุปนิสัยของความร่วมมืออย่างอย่างสรรค์ 

ดร.โควีย์ บอกว่า การผนึกพลังประสานความต่างเป็นกิจกรรมระดับสูงสุดของทุกชีวิต เป็นบททดสอบที่แท้จริงและเป็นการรวมเอาอุปนิสัยอื่นๆทั้งหมดไว้ด้วยกันอย่างชัดเจน

อุปนิสัยที่ 6 ผนึกพลังประสานความต่าง Synergize จะยึดหลักการของความสร้างสรรค์ ร่วมมือ ความหลากหลายและความถ่อมตน  โดยต้องมองหาสิ่งที่ดีกว่า 

ค้นหาทางเลือกที่3 โดยให้คุณค่าความแตกต่าง เป็นเรื่องของการสร้างทีมงาน และการทำงานร่วมกับผู้อื่น เพื่อให้เกิดผลแบบทวีคูณ แบบที่เรียกว่า 1+1 > 2

เส้นทางสู่การพนึกพลังประสาน จะประกอบไปด้วย 3 องค์ประกอบ คือ

1.       1. กำหนดจุดมุ่งหมายในใจให้ชัดเจน เปิดเผยปัญหาหรือประเด็นที่ต้องการแก้ไข กำหนดผลลัพธ์ที่ต้องการร่วมกันอย่างชัดเจน

2.       2. เข้าใจผู้อื่นก่อนแล้วจึงให้เขาเข้าใจเรา ใช้อุปนิสัยที่ 5 และต้องใช้ทัศนคติจากอุปนิสัยที่ 4 Win-Win ด้วย

3.       3. สำรวจทางเลือก โดยให้ทุกคนแสดงความเห็นโดยไม่ต้องกลัวถูกวิจารณ์หรือถูกตัดสิน อาจจะได้ความคิดใหม่ ความคิดประหลาด ซึ่งจะเกิดขึ้นได้เมื่อทุกคนเต็มใจที่จะสำรวจทางใหม่ ทิ้งความคิดเดิมที่ตนเองชอบหรือเสนอทิ้งไปก่อน

โดยองค์ประกอบทั้ง3 นี้ต้องอยู่บนพื้นฐานของ2 สิ่ง คือ

1.       1) ความเต็มใจ เป็นความเต็มใจที่จะค้นหาทางเลือกที่ 3 ต้องมีความถ่อมตน พร้อมลดอัตตาตัวตนลง เปิดใจให้กว้าง

2.       2) การให้คุณค่าความแตกต่าง โดยมุ่งเน้นจุดแข็งของแต่ละคน

ในการทำงานเป็นทีมนั้น จะมุ่งเน้นให้เรามีความสามัคคี พร้อมที่จะเดินไปในทางเดียวกัน แต่ Synergize ไม่ได้มองแค่นั้นถ้าในการที่เราทำงานเป็นทีม แต่มีหัวหน้าทีมที่พยายามจะให้ลูกทีมใช้แนวทางของหัวหน้า หรือบังคับให้เลือกแบบที่หัวหน้าต้องการ มันอาจจะสำเร็จได้ตามเป้าหมายแต่ก็ไม่ใช่ Synergize เพราะผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนั้น หัวหน้าคิดคนเดียวลูกทีมแค่ทำตามคำสั่งเท่านั้น

แนวทางของ Synergize คือการที่ทุกคนในทีม ช่วยกันคิดสำรวจทางเลือกที่ทุกคนจะได้รับชัยชนะ ให้เลิกยึดติดกับความคิดเดิมของเรา จะต้องไม่วิจารณ์แนวทางของคนอื่น  สามารถมีการต่อยอดจากสิ่งที่เคยทำๆ กันมา จะต้องสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เพื่อให้เกิดสิ่งที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หรือไม่เคยทำมาก่อนเพื่อให้เกิดผลงานแบบทวีคูณ และทุกคนยอมรับปฏิบัติตามได้ถึงจะเป็น Synergize จริงๆ

การที่เราต้องการที่จะเป็นคนที่มีประสิทธิผลสูงตามแนวทางของ 7 Habits นอกจากสร้างตัวเองให้มีประสิทธิผลแล้ว เรายังต้องไปสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่นด้วย และต้องดึงเอาความสามารถของคนอื่นออกมาใช้ พร้อมทั้งผสมผสานความแตกต่างของแค่ละคนเพื่อให้ส่งเสริมหรือเกื้อหนุนให้มีผลตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ได้อีกด้วย

มองให้เห็นจุดแข็งของคนอื่น ยอมรับความแตกต่างของคน และหาทางผสานพลังครับ

Synergize 1+1 > 2

++++++++++

06/02/2566

อุปนิสัยที่ 5 เข้าใจผู้อื่นก่อนแล้วจึงให้เขาเข้าใจเรา

 



อุปนิสัยที่ 5 เข้าใจผู้อื่นก่อนแล้วจึงให้เขาเข้าใจเรา Seek first to understand and then to be understood  

อ่านหัวข้อแล้วรู้สึกแปลกๆไหมครับ ความหมายก็คือ ถ้าอยากจะให้คนอื่นเข้าใจเรา เราจะต้องเข้าใจเขาก่อน หลักสำคัญเป็นเรื่องของการสื่อสารอย่างเข้าใจซึ่งกันและกัน  ให้เกียรติกัน เข้าอกเข้าใจและกล้าหาญ

ดร.โควีย์ ได้ให้แนวทางในการเข้าใจคนอื่นก่อนว่า 

หลักการสำคัญที่สุดก็คือ การฟัง 

"ต้องเป็นการฟังอย่างเข้าใจ  ไม่ใช่แค่ฟังอย่างตั้งใจ"

แนวทางในการฝึกฟัง คือ ให้เราฟังก่อน ห้ามพูดเสนอความเห็นแต่ให้ฝึกสะท้อนความรู้สึกของผู้พูดว่าเขารู้สึกเช่นนั้นหรือเปล่า 

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราฟังเสร็จแล้ว ให้สะท้อนความรู้สึกของผู้พูดว่า คุณกำลังรู้สึก…..เกี่ยวกับเรื่อง….

ให้สะท้อนความรู้สึกแบบนี้จนกว่าผู้พูดจะหมดเรื่องพูด หรือจนกว่าเราจะเข้าใจจริงๆ ดูเหมือนง่ายนะครับ แต่ในความจริงแล้ว คนเรามักจะไม่ได้ฟังจริงๆ ลองนึกดูนะครับว่า เวลาที่เราฟังคนอื่นพูด เรามักจะคิดตามมักจะคิดหาข้อโต้แย้งกรณีไม่เห็นด้วย  มักจะคิดว่าเขาผิดถูก เลือกจะตีความจากที่เขาพูด หรือใจลอยโดยไม่ได้ฟังเลย หรือผู้พูดอาจจะพูดไม่ทันไรเราก็พูดต่อแทรกทันที ยิ่งกรณีคนที่ทำงานมานานๆประสบการณ์สูงยิ่งรู้สึกว่ารู้หมดทุกอย่าง ยิ่งไม่อยากฟัง จริงไหมครับ

หลังจากสะท้อนความรู้สึก เพื่อทวนสอบให้ความเข้าใจผู้พูดแล้ว ก็ต้องมีการถามเพื่อสร้างความชัดเจน โดยต้องเป็นคำถามที่มาจากเรื่องราวของผู้พูดเอง ไม่ใช้จากประสบการณ์ของเรา 

เช่น ที่คุณบอกว่าคุณรู้สึก…. นั้นมาจากเหตุการณ์นี้กรณีเดียวหรือเปล่า มีกรณีอื่นอีกไหม  หรือช่วยเล่าให้ฟังเพิ่มเติมหน่อยได้ไหม เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้พูดได้อธิบายเพิ่มเติม เราจะได้เข้าใจมากขึ้น

ถัดมาเมื่อเรามั่นใจว่าเราเข้าใจผู้อื่นได้ชัดเจนแล้ว เราก็อาจเริ่มแบ่งปันมุมมองของเราอย่าตรงไปตรงมา เช่น ฉันรู้สึกว่า...

ขอบคุณสำหรับความเห็นคุณ และคุณยินดีจะรับฟังความเห็นของฉันบ้างไหม  เป็นต้น

เคล็ดลับในการสื่อสารอย่างเข้าใจ คือ 

เราต้องเริ่มต้นด้วยจุดมุ่งหมายในใจให้ชัดเจนว่าเราต้องการอะไร  

คำนึงถึงบัญชีออมใจ 

และประกาศเจตนารมณ์อย่างชัดเจนอย่าปล่อยให้ผู้ฟังตีความไปทางอื่นได้


ทั้งการฟังและการพูด สองทักษะนี้ต้องหมั่นฝึกฝนครับ 

สำคัญที่สุดต้องเริ่มจากการฟังอย่างเข้าใจครับ

++++++++++

05/02/2566

อุปนิสัยที่ 4 คิดแบบชนะ-ชนะ

 



อุปนิสัยที่ 4  Think Win-Win

 ใน 3 อุปนิสัยแรกนั้น เป็นเรื่องของตัวเราเองเป็นการพึ่งพาตนเองได้ เมื่อเราฝึกฝนจนเป็นนิสัย เราจะหลุดพ้นการที่ต้องพึ่งผู้อื่นตลอดเวลา เราจะได้รับชัยชนะส่วนตน แต่เราไม่สามารถอยู่คนเดียวได้ในโลกนี้ได้ เราต้องมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่น เราต้องมีสังคม

ดังนั้นอุปนิสัยที่ 4-6 จึงเป็นเรื่องของการสร้างความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นๆ เป็นส่วนที่ก่อให้เกิดชัยชนะส่วนรวม เป็นการพึ่งพาซึ่งกันและกัน

อุปนิสัยที่ 4 คิดแบบชนะ-ชนะ Think win-win เป็นเรื่องของการเปลี่ยนความคิด ในการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นที่ติดต่อด้วย โดยให้คิดแบบ ชนะ-ชนะ ซึ่งเป็นอุปนิสัยของผลประโยชน์ร่วมกัน โดยต้องอยู่บนหลักการของผลประโยชน์ร่วมกัน ความยุติธรรม และใจกว้าง

สิ่งที่เราต้องทำ คือ การเปลี่ยนกรอบความคิดโดยเปลี่ยนจากการที่คิดว่าทุกสิ่งอย่างมีอย่างจำกัด ยิ่งคนอื่นมีมากได้มาก ยิ่งมีเหลือให้เราน้อยลง ให้เลิกคิดแบบนี้และเปลี่ยนมาคิดว่าสิ่งต่างๆ มีมากมายไม่เพียงแต่พอสำหรับทุกคนแต่ยังมีเหลือ  

แนวทางปฏิบัติคือฝึกให้เป็นคนใจกว้าง กล้าหาญที่จะแสดงความต้องการ ลดความขี้เกรงใจ ต้องฝึกคำนึงถึงประโยชน์ของผู้อื่นเท่ากับผลประโยชน์ของตน และมุ่งสร้างข้อตกลงแบบ ชนะ-ชนะ


ดร.โควีย์ ได้จำแนกความสัมพันธ์ของมนุษย์ไว้ 6 ลักษณะ ได้แก่

·         ชนะ-แพ้  Win-Lose ฉันต้องชนะ คุณต้องแพ้ เช่น การแข่งขันกีฬา

·         แพ้-ชนะ Lose-Win ยอมที่จะแพ้ เช่น แม่กับลูก

·         แพ้-แพ้ Lose-Lose ถ้าฉันแพ้ คุณก็ต้องแพ้ด้วย ตาต่อตาฟันต่อฟัน แบบสงคราม

·         ชนะเท่านั้น Win ฉันต้องชนะเท่านั้น ไม่สนคนอื่นจะเป็นอย่างไร มีตนเองเป็นศูนย์กลาง

·         ชนะ-ชนะ Win-Win ต้องหาทางออกที่ดีให้กับทั้งคู่

·         ชนะ-ชนะ หรือไม่มีการตกลง Win-Win or No deal

 

ในความสัมพันธ์ระยะยาว ถ้าเราไม่ชนะด้วยกันทั้งคู่ เราก็จะแพ้ด้วยกันทั้งคู่ ดังนั้นในการสร้างสัมพันธภาพจึงควรมุ่งสร้างแบบ ชนะ-ชนะ  โดยแนวคิดนี้เป็นกฎพื้นฐานของการดำรงชีวิต เป็นสิ่งที่จะสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลให้ยั่งยืน เหมือนกับที่เคยเจอในหนังสือหลายๆเล่มว่า เราต้องปฏิบัติต่อผู้อื่นแบบที่ต้องการให้ผู้อื่นปฏิบัติกับเรา

แต่ในสังคมของเราส่วนใหญ่นั้นกลับสอนว่า ทุกอย่างมีแพ้มีชนะ ตั้งแต่เริ่มต้นสอบเข้าโรงเรียนอนุบาล ก็มีสอบได้ไม่ได้ สอบได้  โตขึ้นมาอีกหน่อยก็ต้องมีการสอบแข่งขันกันเข้าโรงเรียนชื่อดังก็มีได้ มีไม่ได้ ก็มีแพ้มีชนะ ก็เลยทำให้เรามีความคิดแบบแพ้-ชนะ อยู่ตลอดเวลา ซึ่งความคิดแบบนี้ถ้าติดตัวเรา และเอามาใช้ในการสร้างความสัมพันธ์ที่บุคคลอื่น มันก็เหมือนเราไม่จริงใจ มุ่งจะหาผลประโยชน์และเอาเปรียบ ใครที่รู้ก็คงไม่อยากเป็นมิตรด้วย

ในการนำเอาความคิดแบบ ชนะ-ชนะ ไปใช้นั้น สามารถเอาไปประยุกต์ใช้ได้กับทุกความสัมพันธ์ อาทิเช่น

  • กรณีหัวหน้ากับลูกน้อง มักจะมีปัญหาในการเข้าใจที่ไม่ตรงกัน หัวหน้ามักจะคิดว่าตัวเองเก่ง คิดมาดีแล้ว ทำไมลูกน้องไม่ฟัง คิดว่าตัวเองเหนือกว่าลูกน้องในทุกด้าน ลูกน้องก็จะคิดว่าทำไมหัวหน้าเผด็จการ ไม่ฟังความเห็นเลย คิดว่าเราเป้นเบี้ยล่าง จะสั่งอะไรก็ได้ แบบนี้ก็เป็นความคิดแบบ Win-Lose ทำให้เกิดความไม่เข้าใจกัน ความสัมพันธ์ก็ไม่ดี แต่ถ้าเราเปลี่ยนมุมมองใหม่ ถามความเห็นลูกน้องก่อน ถ้าเห็นว่าไม่ถูกต้องก็อาจจะเสนอว่ามีทางอื่นอีกมั้ย แล้วมาลองหาข้อดีข้อเสียร่วมกัน แต่ถ้าเห็นว่าถูกต้องก็ชมและให้ยกว่าเป็นความคิดเค้าให้ดำเนินการได้ ก็จะทำให้ลูกน้องรู้สึกว่าไม่ถูกบังคับ และภูมิใจว่าเป็นผลงานของเค้า แบบนี้ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจะยั่งยืนมากกว่า
  • กรณีพ่อแม่กับลูก พ่อแม่ที่ต้องการควบคุมลูก และเอาชนะลูกทุกอย่างเพราะคิดว่าเป็นพ่อแม่ จะทำให้ลูกก็จะกลายเป็นเด็กเก็บกด ไม่กล้าที่จะแสดงความเห็น หรืออาจจะกลายเป็นคนก้าวร้าวไปเลยถ้าเกินลูกทนไม่ไหว ถ้าเราต้องการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูก เราต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา รับฟัง ไม่ใช่เอาแต่ดุด่าว่ากล่าว โดยไม่ฟังสิ่งที่ลูกพูดเลย ให้เอาความต้องการของแต่ละคนมาอธิบายและนั่งคุยกัน หาทางออกที่เหมาะสมร่วมกันเป็นข้อตกลงแบบ Win-Win จะทำให้ความสัมพันธ์ดีขึ้น เกิดความไว้ใจซึงกันและกัน
  • กรณีสามีภรรยา เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยาเป็นเรื่องใหญ่มาก ความแตกต่างของมุมมองทำให้หย่าร้างกันมากมาย หลายครั้งก็เจอว่าอีกฝ่ายมีต้องอดทนเป็นอย่างมากในการใช้ชีวิตคู่ จนมีคำพูดที่ได้ยินกันบ่อยๆ เช่น  ทนอยู่หรืออยู่ทน ต้องทนเพราะเป็นเวรกรรม ต้องอยู่เหมือนผีเน่าโลงผุ ก็ว่ากันไป สามีภรรยาอยู่ด้วยกันก็ย่อมจะมีเรื่องกระทบกระทั่งกันเป็นเรื่องปกติ ก็ลองเอาแนวคิดนี้ไปใช้ครับ ถ้ารักกันต้องใจเย็น มีสติ รับเอาความต้องการของทั้งคู่มาสร้างข้อตกลง win-win รวมกัน


ตามความเห็นของผม ก็ต้องขอบอกว่าแนวคิดแบบชนะ-ชนะ win-win นั้นเป็นอุปนิสัยที่ 4 แล้ว หากคนที่เราต้องการสร้างความสัมพันธ์ด้วยยังไม่ได้นำเอาอุปนิสัยที่ 1-3 ไปใช้ก็ยากที่จะสร้างข้อตกลงแบบ win-win ได้ โดยเฉพาะอุปนิสัยที่ 1 Be Proactive  บางคนจะต้องเอาชนะให้ได้  หัวเด็ดตีนขาดก็ไม่ยอมรับฟัง  แบบนี้การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีก็เกิดขึ้นได้ยากครับ

แต่อย่างไรก็ตามอุปนิสัยแบบ win-win ก็เป็นสิ่งที่ดี ที่ต้องหมั่นฝึกฝน 

โดยในการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ด้วยความมีสติ ด้วยนิสัย Proactive   

เพื่อสร้างความยั่งยืนของความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน

+++++++++

03/02/2566

ข้อคิดดีๆ จากหนังสือน่าอ่าน

 



หนังสือ วิถีผู้นำสู่ความสำเร็จ

จงเปลี่ยนแปลงตัวเอง ก่อนที่จะถูกบังคับให้เปลี่ยนแปลง

ต้นไม้สูงใหญ่ ถือกำเนิดจากหน่ออ่อน  หอสูงเก้าชั้นเกิดจากดินหนึ่งกอง 

การเดินทางพันลี้เริ่มที่ก้าวแรก

 

หนังสือ Think and Grow Rich

คนที่ยอมแพ้ไม่เคยชนะ และผู้ชนะไม่เคยยอมแพ้

ความสำเร็จไม่ต้องการคำอธิบาย ความล้มเหลวไม่ยอมรับคำแก้ตัว

 

หนังสือ ใครเอาเนยแข็งของฉันไป Who Moved My Cheese?

จงมีความสุขกับการเปลี่ยนแปลง


หนังสือ พ่อรวยสอนลูก เงินสี่ด้าน Rich Dad's Cash flow Quadrant

ความล้มเหลวเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ คนที่ไม่เคยประสบความสำเร็จคือคนที่ไม่เคยล้มเหลว

 

หนังสือ ถอดรหัสลับสมองเงินล้าน Secrets of the Millionaire Mind

 

ถ้าอยากมีชีวิตที่ดีกว่าเดิม ก็ต้องเต็มใจยอมปล่อยวางวิธีคิดและการใช้ชีวิตแบบเดิมๆ แล้วนำวิธีคิดแบบใหม่เข้ามาสู่ชีวิต

 

หนังสือ กินกบตัวนั้นซะ  Eat That Flog

จงเริ่มต้นคิดแล้วความคิดจะไหลลื่น  จงลงมือทำแล้วงานนั้นจะเสร็จลุล่วง

 

ถ้อยคำสร้างแรงบันดาลใจ หากอ่านบ่อยๆ ก็เป็นการตอกย้ำความคิด เช่นเดียวกับการอ่านหนังสือซ้ำๆ หลายๆรอบ

เมื่อเราจะต้องตัดสินใจ หรือคิดทำอะไรสักอย่าง สิ่งที่เราตอกย้ำไปในสมองจะผุดขึ้นมาในความคิด และเมื่อความคิดเปลี่ยน การกระทำของเราก็จะเปลี่ยนตาม และแน่นอนว่าผลที่ได้ก็ต้องเปลี่ยนไปแน่นอน


คำคม ข้อคิดดีๆ แม้เพียงเล็กน้อย

ก็อาจเปลี่ยนชีวิตไปในทางที่ดีขึ้นได้นะครับ...

++++++++++

 

01/02/2566

ชีวิตลิขิตเอง

 

ช่วงนี้หลายๆบริษัทคงจะทำแผนงานประจำปีกันแล้ว หรือบางองค์กรอาจจะเริ่มทำ มีคำพูดจากหัวหน้างานที่มักได้ยินบ่อยๆ ช่วงที่จัดทำแผนงานว่า  อยากให้องค์กรเป็นแบบไหน  อยากให้แผนกตัวเองเป็นอย่างไร ต้องคิดและสร้างด้วยเอง(หมายถึงคนในแผนก) อย่ารอให้หัวหน้าระดับสูงๆ มาสั่งให้ทำ


ลองเอามาเปรียบเทียบกับชีวิตเราละครับ  เคยมีแผนงานชีวิต เคยมีเป้าหมาย หรือตัวชี้วัดไหม

เราเคยออกแบบชีวิตตัวเองไหม หรือ ใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ


ผมก็นึกถึงเพลงๆหนึ่ง เป็นเพลงที่กล่าวถึงเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี

ชื่อเพลง ชีวิตลิขิตเอง Life Designer  ของพี่เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ 

 

ก่อนเคยเชื่อในลิขิตฟ้าดิน ปล่อยชีวิตไปตามโชคชะตา

แต่ฝันไม่เคยถึงฝั่งผิดหวังในใจเรื่อยมา เพราะฟ้าไม่มีหัวใจ

จะเลวหรือดีมันอยู่ที่คน จะมีหรือจนมันอยู่ที่ใจ

ดินฟ้าไม่เคยลิขิตชีวิตจะเป็นเช่นไร อย่าเลยอย่าไปถามฟ้า

บินไปให้สูงที่สุดอย่างที่คิดฝันไว้กับใจ 

จะยากเย็นเท่าไหร่บอกใจว่าจะไม่กลัว 

ไม่รอให้ฟ้าให้ดินลิขิต ไม่ปล่อยชีวิตให้ผ่านไป 

ไม่ว่าจะสูงจะไกลเท่าไรจะไขว่จะคว้า จะฝ่าฟัน

ไม่ยอมให้ฟ้าหรือใครลิขิต อยากมีชีวิตที่ใฝ่ฝัน 

ตั้งแต่วันนี้ นี่คือ ชีวิต ลิขิตของเรา.

เปรียบชีวิตเป็นดังบทละคร จะยอมให้ใครเขียนบทของเรา

ชีวิตจะเป็นเช่นไร ก็ขอให้เป็นเพราะเรา เรื่องราวที่เราต้องเขียน


เพลง ชีวิตลิขิตเอง (Life Designer) เป็นเพลงประกอบละคร "เมืองมายา เดอะซีรี่ส์" ซึ่งก็นานมากแล้ว

ก็ขอให้เพลงนี้จุดประกายความหวัง เป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่กำลังท้อและเจอปัญหา ให้สู้ชีวิตต่อไป

เพราะ ชีวิตต้องลิขิตเอง...

++++++++++