19/01/2566

อุปนิสัยที่ 3 ทำสิ่งสำคัญก่อน Put First Things First

 


หลังจากได้สรุปอุปนิสัยที่ 1 และ 2 ใน The 7 Habits of Highly Effective People ซึ่งก็คือ Be Proactive กับ เริ่มต้นด้วยจุดมุ่งหมายในใจ  Begin With the End in Mind ไปแล้วนั้น (ใครจำไม่ได้แล้วก็ย้อนกลับไปอ่านได้นะครับ) 

บทความนี้ก็มาถึง อุปนิสัยที่ 3 คือ การทำสิ่งที่สำคัญที่สุดก่อน  Put First Things First เป็นอุปนิสัยของการบริหารส่วนตน

ดร.โควีย์ บอกว่า สิ่งสำคัญคือการทำให้สิ่งสำคัญ  สำคัญ 

แล้วอะไรละคือสิ่งสำคัญ?   

ก็คือสิ่งที่เราได้กำหนดไว้ในอุปนิสัยที่ 2 Begin With the End in Mind  คือ กิจกรรม งานต่างๆ ที่สอดคล้องกับคำปณิธาน  บทบาท ค่านิยม และเป้าหมายของเราครับ

สำหรับอุปนิสัยที่ 3 นี้ทางผู้เขียนเขา ใช้การตัวอย่างเรื่องของการนำเอาก้อนหินหลายๆ ขนาด ซึ่งมีขนาดใหญ่ กลาง และขเล็ก จนไปถึงก้อนกรวด แล้วให้ใส่ลงไปในถังเปล่า 1 ใบให้เต็ม โดยต้องไม่ให้เกินกว่าขอบถัง ผู้ที่ได้รับเชิญจะเทก้อนกรวดลงไปในถังก่อน จากนั้นค่อยพยายามใส่ก้อนหินแต่ละขนาดลงไป จึงมีก้อนหินหลายก้อนที่ไม่สามารถใส่ได้ โดยเฉพาะก้อนใหญ่ๆ  พอถึงคราวที่ ดร.โควีย์  ทำให้ดู ก็คือให้ใส่ก้อนหินขนาดใหญ่ลงไปก่อน ตามด้วยขนาดกลาง เล็ก จากนั้น ก็เทก้อนกรวดลงไป ซึ่งกรวดเหล่านี้ก็จะไปแทรกอยู่ระหว่างช่องว่างของหินก้อนใหญ่ ทำให้สามารถใส่หินทั้งหมดลงถังได้

โดยได้เปรียบเทียบว่า หินขนาดใหญ่(Big Rock) คือสิ่งสำคัญของชีวิตเรา  ก้อนขนาดกลาง เล็ก และกรวด มีสำคัญลดหลั่นกันลงมา ถ้าเรามัวแต่ไปใส่ใจกับกรวด หรือสิ่งที่สำคัญน้อย ก็จะทำให้เราไม่มีเวลาที่จะมาทำสิ่งสำคัญ  ซึ่งทำให้เราไปไม่ถึงเป้าหมายซักที สิ่งที่ควรจะทำก็คือ ให้ความสำคัญกับสิ่งสำคัญในชีวิตของเราก่อน จากนั้นก็ค่อยพิจารณาความสำคัญลำดับรองลงไป

โดย ดร.โควีย์ ได้ให้เราจำแนกกิจกรรมต่างๆ ออกเป็น 4 ประเภท ตามตารางเวลา ตามรูปด้านล่างนี้


Q1 สำคัญ และเร่งด่วน เป็นงานจำเป็นต่างๆ เช่น การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าต่างๆ ที่เกิดขึ้น  ประชุมด่วน  วิกฤติการณ์ต่างๆ ปัญหากดดัน  สิ่งที่ไม่คาดคิด งานแบบนี้ถ้ามีมากเกินไปก็จะทำให้เราไม่สามารถจัดสรรเวลาได้  เพราะมัวแต่แก้ไขปัญหาหรือทำต่านเฉพาะหน้าอยู่ตลอดเวลา

Q2  สำคัญ แต่ไม่เร่งด่วน ถือเป็นสิ่งสำคัญ เป็นงานที่ก่อเกิดประสิทธิผล เป็นกิจกรรมที่เน้นการวางแผนเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาต่างๆ ขึ้น เช่น การทำงานแบบ Proactive  การทำงานเพื่อเป้าหมายสำคัญ ความคิดสร้างสรรค์  การวางแผนป้องกัน  การเรียรู้  การเติมพลัง   เป็นต้น แต่คนส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยใช้เวลากับส่วนนี้ เพราะเป็นเรื่องที่ต้องมานั่งคิด นั่งวางแผน หรือมุ่งแต่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากันไม่ได้วางแผนเพื่อป้องกันระยะยาว

Q3 ไม่สำคัญ แต่เร่งด่วน  เป็นงานที่รบกวน ส่วนใหญ่เรามักจะใช้เวลาส่วนนี้มากไปหน่อย เช่น รายงานไม่สำคัญ การประชุมที่ไม่เกี่ยวข้อง  การตอบอีเมล์ การรับโทรศัพท์ของใครก็ตามที่โทรเข้ามา เราต้องรับ การถูกเรียกประชุมบางเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวข้องมากนัก เป็นต้น

Q4 ไม่สำคัญ ไม่เร่งด่วน เป็นสิ่งที่เสียเวลา เช่นการเล่น facebook  การเล่นเกมส์  การดูทีวี เล่น Internet   การพักผ่อนมากเกินไป  ส่วนใหญ่คนมักจะทำกิจกรรมเหล่านี้มากเกินไป จนไม่เหลือเวลาทำงานสำคัญ   
 

สิ่งที่เราต้องทำ คือ  การให้เวลาในกิจกรรมสำคัญ Big Rock ที่จะทำให้เราไปสู่เป้าหมาย มุ่งเน้นงานใน Q2   ซึ่งเรื่องพวกนี้ได้แก่ เรื่องของการวางแผน  การป้องกันปัญหา   การแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ 

โดยหากเราทำงานใน Q2 ได้ดีและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  เรื่องเร่งด่วนต่าง ๆใน Q1 ก็จะลดลงตาม
ทั้งนี้ ในการจัดตารางหินก้อนใหญ่นั้น แนะนำให้วางแผนเป็นรายสัปดาห์ โดยจัดตารางในการทำสิ่งสำคัญ Big Rock ลงไปในตารางก่อน จากนั้นจึงค่อยจัดระเบียบงานปลีกย่อยส่วนที่เหลือ ในระหว่างการทำแผนงานประจำสัปดาห์ เราก็พยายามลดกิจกรรมที่ไม่สำคัญใน Q3, Q4 ไปด้วย  
และสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่ต้องเลือก ต้องยืนหยัดในการทำสิ่งสำคัญก่อนเสมอครับ
 
มาเริ่มวันนี้จัดตารางหินก้อนใหญ่(Big Rocks) กันนะครับ....


18/01/2566

อุปนิสัยที่ 2 เริ่มต้นด้วยจุดมุ่งหมายในใจ Begin with the end in mind

 



บทความก่อนหน้านี้ได้เขียนอุปนิสัยที่ 1 ของ 7 อุปนิสัยสำหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิ่งไปแล้ว ซึ่งก็คือ Proactive  

ตอนนี้มาต่อใน อุปนิสัยที่ 2 ก็คือ Begin with the end in mind เริ่มต้นด้วยจุดมุ่งหมายในใจ

การที่เราจะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จใน  สิ่งที่เราจะต้องมีก่อน 

ก็คือ นิสัยแบบ Proactive เราเป็นผู้รับผิดชอบชีวิตตนเอง เป็นเจ้าของชีวิต เป็นผู้สร้างชีวิต อย่าให้ปัจจัยภายนอกมากำหนดชีวิตเรา

ถัดจากนั้นก็มาต่อด้วยอุปนิสัยที่ 2 การมีเป้าหมายสูงสุดของชีวิตเราเอง  

ดร.โควีย์แนะนำให้คิดว่า เมื่อถึงงานพิธีศพของเราเอง เราอยากให้คนอื่นๆพูดถึงเราว่าอย่างไร อยากให้ผู้คนกล่าวคำอาลัยแก่เราในแง่ใด สิ่งใดที่เราอยากให้ผู้อื่นเห็น จดจำ และจะรำลึกถึงเมื่อเราจากไป

นั้นแหละคือภาพพจน์หรือกรอบความคิดในบั้นปลายชีวิต ที่เราจะใช้ทวนสอบการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน ว่าสิ่งใดคือสิ่งที่สำคัญในชีวิต เมื่อเราได้กำหนดเป้าหมายในใจชัดเจนแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำ การดำเนินชีวิตของเราจะไม่ฝ่าฝืนและออกนอกกรอบที่เรากำหนดไว้ มีแต่จะมุ่งไปสู่เป้าหมาย และเติมเต็มภาพในใจที่เราได้กำหนดไว้ชัดเจนแล้วเท่านั้น

การเริ่มต้นด้วยจุดหมายในใจ หมายความถึง การเริ่มต้นด้วยความเข้าใจแบบชัดเจน ว่าสิ่งใดที่ถือว่าสำคัญที่สุดในชีวิตเรา

การเริ่มต้นจุดหมายในใจ ให้เริ่มด้วยการเขียนคำปณิธานส่วนบุคคล โดยให้ทุ่มไปที่ลักษณะที่เราต้องการจะเป็น สิ่งที่เราต้องการจะทำ และหลักการที่จะทำให้เกิดการกระทำและดำรงไว้  คำปณิธานส่วนบุคคลจะสะท้อนลักษณะเฉพาะตนออกมา

คำปณิธานส่วนบุคคลถ้าวางอยู่บนหลักการที่ถูกต้องจะกลายเป็นธรรมนูญของชีวิต จะเป็นเข็มทิศในการดำเนินชีวิต จะเป็นกรอบในการตัดสินใจต่างๆ ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปนานเท่าใดก็ยังคงใช้ได้กับตัวเรา

นอกจากคำปณิธานส่วนบุคคล เราก็สามารถสร้างคำปณิธานครอบครัวเป็นกรอบกำกับครอบครัวก็ได้ หรือคำปณิธานขององค์กรซึ่งคนที่ทำงานในบริษัทก็คงเห็นกันจนชินตา แต่อาจจะไม่เข้าใจหรือไม่มีความยอมรับนับถือและไม่ได้ใช้เป็นเกณฑ์ในการปฏิบัติงาน ไม่มีส่วนร่วม ไม่ผูกมัด แต่จริงๆแล้วมีความสำคัญมาก เพราะเป็นค่านิยมร่วมกันของทุกคนในองค์กร ถ้าสร้างอย่างเข้มแข็งพนักงานทุกคนเข้าใจยอมรับผูกมัดจะเกิดความทุ่มเทในการทำงานตามกรอบเกณฑ์เดียวกัน ไม่จำเป็นต้องมีการสอดส่อง ควบคุม ตำหนิ ก็ให้เกิดประสิทธิผลอย่างสูง

เริ่มใหม่ เขียนบทชีวิตใหม่ ด้วยการเขียนคำปณิธานส่วนตนบนพื้นฐานหลักการประสิทธิผล 

กำหนดจากสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต ค้นหาจากค่านิยมส่วนลึกในใจ ครอบคลุมทุกมิติที่สำคัญของชีวิตคุณ ทั้งชีวิตส่วนตัวและชีวิตทำงาน  

หลังจากนั้นก็ดำเนินชีวิตโดยใช้คำปณิธานนั้นเป็นกรอบและใช้ Proactive ตลอดเวลา


นับเป็นเรื่องง่ายเหลือเกินที่จะพลัดหลุดเข้าไปในกับดักแห่งกิจกรรม เลอะเลือนอยู่กบความวุ่นวายในชีวิต ทำงานหนัก ทุ่มเทหนักยิ่งขึ้น เพื่อปีนบันไดสู่ความสำเร็จ เพียงเพื่อจะพบว่าบันไดวางพาดผิดกำแพง Steven R. Covey


วันนี้คุณมีคำปณิธานส่วนตน เป็นธรรมนูญพื้นฐานในการใช้ชีวิตแล้วหรือยังครับ...

17/01/2566

อุปนิสัยที่ 1 โปรแอกทีพ (Be Proactive)

 

ในหลักการของ 7 อุปนิสัยสำหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิ่ง The Seven Habits of Highly Effective People นั้นจะเป็นวิถีจากภายในสู่ภายนอก 

โดยใน 3 อุปนิสัยแรกจะเป็นชัยชนะส่วนตน เป็นการเอาชนะตัวเองให้ได้ก่อน ถัดมา 3 อุปนิสัยจะเป็นเรื่องการสร้างความสัมพันธ์กับคนอื่นก่อให้เกิดชัยชนะในสังคม เกิดการพึ่งพากันอย่างมีประสิทธิผล และนิสัยสุดท้ายเป็นการพัฒนาต่อยอดเป็นการเติมพลังให้ชีวิต การรักษาสมดุล และการรักษานิสัยทั้งหมดนี้ไว้ให้คงอยู่ตลอดไปและยกระดับให้สูงยิ่งขึ้น

อุปนิสัยแรกภาษาอังกฤษใช้คำว่า Be Proactive ในหนังสือก็ทับศัพท์เป็น โปรแอกทีพ  ซึ่งน่าจะเคยได้ยินบ่อยๆ 

ก่อนหน้านี้ตอนที่ได้ยินคำว่า Proactive ผมเข้าใจว่าเป็นการทำสิ่งต่างๆในเชิงรุก คือ ทำไปก่อนที่จะถูกบังคับให้ทำ หรือ ทำการป้องกันสิ่งต่างๆก่อนที่จะเกิดปัญหา การเสนอทำสิ่งใหม่ๆ การคิดไปล่วงหน้า ประมาณนั้น แต่พอได้เข้าอบรมและอ่านหนังสือเพิ่มเติมจึงพบว่า อุปนิสัยที่ 1 Be Proactive ตามที่ผู้เขียนบอก มันมีความหมายที่กว้างและลึกซึ้งกว่าคำว่าเชิงรุกมาก  

มันหมายถึง ความรับผิดชอบในชีวิตของตนเอง โดยที่เรามีอิสรภาพในการเลือกที่จะตอบสนอง เรามีความคิดริเริ่มและความรับผิดชอบชอบที่จะดำเนินการให้เกิดผล

Stephen R. Covey  ได้เปรียบเทียบว่ามนุษย์ต่างจากสัตว์  สัตว์จะใช้สัญชาตญาณในการใช้ชีวิต ถึงแม้สัตว์จะถูกฝึกได้ แต่ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงคำสั่งที่ฝึกได้และไม่รู้ด้วยว่ามีโปรแกรมกำกับชีวิต ต่างจากมนุษย์ที่สามารถแยกสัญชาตญาณและการฝึกได้ มนุษย์มีความสามารถในการรู้ตนเอง มีจินตนาการ มีมโนธรรมและมีความประสงค์เป็นอิสระ มนุษย์มีความสามารถที่จะทำทุกอย่างบนรากฐานของการรู้ตนเอง เป็นอิสระจากอิทธิพลภายนอกที่จะเข้ามาควบคุม และอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษย์ คือ อิสรภาพในการเลือก

Proactive คือ การที่เรารับผิดชอบต่อชีวิตเราเอง โดยการเลือกที่จะตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง ไม่ยอมให้เงื่อนไขต่างๆมามีอิทธิพล หรือมาบงการชีวิตเราได้  ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ เช่น กรณีที่เราเจอเหตุการณ์รถติดนานๆ เราก็จะอารมณ์เสีย หงุดหงิด พาลด่าคนอื่นไปทั่ว แถมยังส่งต่ออารมณ์เสียไปให้คนอื่นทางไลน์ ทางเฟสบุ๊คอีกซึ่งก็ทำให้เราเสียสุขภาพจิตลงไปอีก แต่ถ้ามี Proactive เราก็เลือกได้ที่จะไม่นำเอาเหตุที่รถติดมาทำให้อารมณ์เสีย ไม่ให้มีอิทธิพลกับชีวิต เราจะหาทางทำให้ตัวเองได้ประโยชน์จากรถที่ติด เลือกคิดในทางบวกมากกว่า เช่น รถติดก็ดีจะได้คิดทบทวนงานที่ทำมาทั้งวัน จะได้มีเวลาคุยกับแฟนเยอะหน่อย หรือถ้าไม่ได้ขับรถเองหาหนังสือที่ชอบมาอ่านก็ดี

เราเลือกที่จะตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในทางบวกเป็นตัวอย่างของอุปนิสัยที่ 1 Be Proactive

ส่วนนิสัยที่ตรงข้ามกับ proactive เป็นนิสัย Reactive มีตัวอย่างเช่น  ไม่ตั้งใจเรียน พอสอบไม่ได้ก็บ่นว่าครูสอนไม่รู้เรื่อง ข้อสอบยากไป หรือ ผิดหวัง อกหัก กินเหล้าทำร้ายตัวเอง หรือกรณีตัวอย่างที่เห็นกันบ่อยๆ เรื่องการขับรถปาดหน้ากัน ทนไม่ได้ต้องเอาคืน ขับไปปาดหน้ากลับ เกิดปัญหาต่างๆตามมามากมาย  กรณีทำงานประจำ ก็ทำงานไม่เรียบร้อยไม่รับผิดชอบในงาน ถึงเวลาไม่ได้เลื่อนขั้นก็โทษหัวหน้า โทษเพื่อเพื่อนร่วมงาน โทษฟ้าดิน โทษโชคชะตา โทษสิ่งศักดิ์สิทธ์ต่างๆนานา

Proactive เป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จ เพราะจะทำให้เราเปลี่ยนแปลงตัวเอง เลือกที่จะสนองตอบเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีขึ้น  ไม่ปล่อยให้เงื่อนไขภายนอกหรือสิ่งเร้าต่างๆ มามีอิทธิพลในชีวิต ไม่ปล่อยให้สิ่งแวดล้อมภายนอกมาเป็นนายเรา  

ทำยังไงถึงจะมีอุปนิสัย Proactive  ดร.โควีย์ ได้ให้ข้อแนะนำไว้ 

โดยผมลองสรุปเอาเองดังนี้ครับ

        1. ฝึกระงับอารมณ์ คิดก่อนทำ หรือ ถ้าว่ากันตามทางพุทธศาสนาผมว่าเป็นเรื่องของการมีสติตลอดเวลา

2. เลือกใช้ภาษา proactive เพื่อให้เราอยู่ในกรอบแห่งความรับผิดชอบ เลือกที่จะตอบสนอง เช่น ฉันทำได้ ฉันเลือกวิธีอื่น  ฉันควบคุมได้ ฉันอยากจะ

3. ให้ความสำคัญกับขอบเขตแห่งอิทธิพล  สำหรับข้อนี้ทางดร.โควีย์ อธิบายว่าถ้าเราต้องทุ่มเทเวลาและพลังงานให้กับสิ่งที่เราเปลี่ยนแปลงได้ โดยปัญหาที่เราเจอจะมี 3 ประเภท คือ ปัญหาทางตรง(เกิดจากตัวเอง) ปัญหาทางอ้อม(เกิดจากผู้อื่น) ปัญหาที่ไม่อาจควบคุมได้ เช่น เรื่องในอดีต proactive จะวางแนวทางแก้ปัญหาในขอบเขตที่เราทำได้ในปัจจุบัน  โดยปัญหาทางตรงจะแก้โดยปรับนิสัยส่วนตน อุปนิสัยที่ 1-3  ปัญหาทางอ้อมเกิดจากผู้อื่นหรือเกิดจากความสัมพันธ์ก็แก้โดยอุปนิสัยที่ 4-6  ส่วนปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขได้ ก็ให้ ยิ้มรับและเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน

4. ขยายขอบเขตแห่งอิทธิพล โดยการแก้ไขตนเอง การเป็นตนเอง การครองตนอย่างมีความสุข ยิ้มจริงใจ

5. ยอมรับความผิดพลาด ความผิดพลาดในอดีตไม่อาจแก้ไขได้ แต่ก็มีความสำคัญมากที่จะยอมรับความผิดพลาด หาหนทางแก้ไขโดยเร็ว เพื่อให้ความผิดพลาดนั้นไม่เหลือพลังส่งผลต่อเรา

6. การให้และรักษาสัญญา เป็นหนทางแรกที่จะควบคุมชีวิตตนเอง เราต้องให้คำสัญญาและรักษาสัญญาผูกมัดต่อตนเอง เราต้องควบคุมตนเอง แบกรับความรับผิดชอบในชีวิต


เราเป็นผู้รับผิดชอบชีวิต เรามีความสามารถเลือกการตอบสนอง

มาเริ่มต้นด้วย Proactive  กันนะครับ...

16/01/2566

7 อุปนิสัย สำหรับผู้มีประสิทธิผลยิ่ง ภาคแรก

 


ในภาคแรกนี้  ดร.โควีย์ ได้กล่าวถึงกรอบความคิดและหลักการ

ซึ่งก็มีหลายๆสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันครับ  

โดยจากการศึกษาเรื่องความสำเร็จในอเมริกาผ่านงานเขียนหลายร้อยชิ้น ดร.โควีย์ พบว่างานเขียนเรื่องความสำเร็จสามารถแบ่งสิ่งที่ส่งผลให้ประสบความสำเร็จออกเป็น 2 ส่วน คือ 

1) คุณลักษณะ  เช่น การมีศีลธรรม การมีความกล้า การมีความยุติธรรม  กับ

2) บุคลิกภาพ เช่น การปรับความคิดให้บวก การปรับบุคลิกภาพ ทักษะการสื่อสาร ความมีเสน่ห์ การโน้มน้าว ทักษะเชิงสังคม

ซึ่งโดยความเห็นของผู้เขียนมองว่า "คุณลักษณะส่วนตน เป็นรากฐานสำคัญที่จะสร้างความสำเร็จให้ยั่งยืน" เปรียบได้กับรากของต้นไม้ซึ่งคนอื่นๆจะไม่เห็น แต่มีความสำคัญมาก หากต้องการประสิทธิผลที่ยั่งยืนต้องทุ่มเทพัฒนาคุณลักษณะ เมื่อรากมั่นคงแล้ว การเจริญเติบโตและออกดอกผลก็จะได้ผลดีตามไปด้วย

ถัดมาคือเรื่องของอำนาจกรอบความคิด  โดยกรอบความคิด คือวิธีที่เรามองโลก เป็นการรับรู้ เข้าใจและตีความโลกที่เราเห็น เปรียบได้กับแผนที่ของแต่ละคน ถ้าแผนที่ที่เรามีอยู่เกิดพิมพ์ผิด ไม่ว่าเราจะเดินทางเพื่อไปถึงจุดหมายให้เร็วขึ้น ก็เป็นไปได้ยากเพราะยังหลงทางอยู่ เปรียบได้กับถึงแม้เราจะมีทัศนคติที่เป็นบวกมากมาย แต่ก็ไปผิดทางอยู่ดี

 "เรื่องแรกที่สำคัญที่สุด คือ  ความถูกต้องของแผนที่"  ดร.โควีย์ 

ในหนังสือได้ยกตัวอย่างภาพหนึ่งเพื่อให้เราเห็นว่ากรอบความคิดมีความสำคัญมาก โดยให้เรามองและให้คำตอบว่าเป็น สตรีอายุเท่าใด(ซึ่งเป็นภาพที่สามารถมองออกมาได้ 2 แบบ เป็นหญิงสาวและเป็นยายแก่)  จากการทดลองให้มองภาพและให้ระบุว่าเป็นแบบไหน กลุ่มหนึ่งจะบอกว่าเป็นหญิงสาว อีกกลุ่มบอกว่าเป็นยายแก คนสองกลุ่มต่างก็มั่นใจว่าเป็นภาพดังที่ตนเองเห็น ต่างไม่ยอมรับฝ่ายความเห็นของอีกฝ่าย ซึ่งจากการสาธิตนี้สรุปได้ว่าในการมองภาพเดียวกันแค่ไม่กี่วินาทียังสามารถมองได้ต่างกัน แล้วกรอบความคิดที่เราใช้มาตลอดชีวิต  มันก็คงไม่เหมือนกัน  ถ้าเราไม่เปลี่ยนมุมมอง ไม่เปลี่ยนกรอบความคิดก็จะไม่เห็นเหมือนที่คนอื่นเห็น  และวิถีที่เรามองเห็นก็จะกำหนดทัศนคติและพฤติกรรมที่เราแสดงออกมา แต่เมื่อเราเปิดใจรับฟังมุมมองของอีกฝ่ายก็จะเห็นภาพอีกมุมหนึ่ง

การเปลี่ยนกรอบความคิดจะทำให้มองเห็นมุมมองใหม่ กรอบความคิดที่ เราต้องให้ความทุ่มเท จะต้องเป็นกรอบความคิดที่อยู่บนหลักการควบคุมประสิทธิผลของมนุษย์ เป็นกฎธรรมชาติ ไม่ขึ้นกับกาลเวลา เป็นหลักสากล เช่น เป็นธรรม  ศักดิ์ศรีมนุษย์  การให้บริการ ศักยภาพ เป็นต้น

7 อุปนิสัยนี้ วางบนฐานของคุณลักษณะ ใช้วิถีจากภายในสู่ภายนอก ต้องเริ่มต้นที่ตัวเรา เริ่มต้นที่ความคิด คุณลักษณะและเหตุจูงใจของเราเอง  เริ่มจากการปรับปรุงตนเองก่อนเพื่อให้สามารถดูแลตนเองได้ เลื่อนขั้นจากการพึ่งพิงผู้อื่นมาสู่การพึ่งพิงตนเอง จากนั้นจึงพัฒนาต่อไปเป็นการพึ่งพาซึ่งกันละกัน แต่ในการพัฒนาตนเองนั้นไม่ต้องรอให้ อุปนิสัยที่ 1-3 สมบูรณ์แล้วค่อยไปพัฒนาอุปนิสัยที่ 4-6 เพราะในชีวิตประจำวันเราสามารถใช้ทั้ง 7 อุปนิสัยได้ 

นิยามของประสิทธิผล ตามความหมายของ ดร.โควีย์ คือ ผลผลิตและความสามารถในการผลิต โดยเปรียบกับนิทานอีสปที่เราเคยอ่านกันคือเรื่อง ห่านออกไข่ทองคำ  คือเราต้องสร้างความสมดุลระหว่างผลผลิตกับความสามารถในการผลิต ต้องดูแลทั้งห่านและไข่  เหมือนตัวเองต้องดูแลร่างกายและจิตใจ 


โดยสรุปสาระของบทนี้คือ  เราต้องมุ่งสร้างคุณลักษณะภายในที่จะสร้างความสำเร็จให้ยั่งยืน

เราต้องเปลี่ยนกรอบความคิดให้อยู่บนหลักการควบคุมประสิทธิผลของมนุษย์

+++++++++

 

15/01/2566

7 อุปนิสัย สำหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิ่ง



The Seven Habits of Highly Effective People แต่งโดย Steven R. Covey

ผมได้มีโอกาสเข้ารับการอบรมหลักสูตรนี้ 3 วัน รวมทั้งได้ซื้อหนังสือมาอ่าน จึงอยากจะนำมาข้อมูลมาแบ่งปันให้เพื่อเป็นประโยชน์  ซึ่งถึงแม้ว่าหนังสือนี้และหลักสูตรนี้มีมานานแล้ว แต่หลักการยังคงใช้ได้ดีอยู่ในปัจจุบัน

The Seven Habits of Highly Effective People 7 อุปนิสัยสำหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิ่ง เป็นหนังสือวิชาการ แขนง จิตวิทยา เป็นหนังสือที่ได้รับการนิยมมากถือเป็นหนึ่งในหนังสือทรงอิทธิพลที่สุดในโลก ได้รับการแปลในภาษาต่างๆ กว่า 38 ภาษา และจำหน่ายไปแล้วกว่า 20 ล้านเล่มทั่วโลก เป็นหนังสือที่ว่าด้วยอุปนิสัยต่างๆ ทั้ง 7 ของมนุษย์  

โดย Steven R. Covey ได้สรุปหลักการสำคัญ เพื่อการเป็นบุคคลที่จะประสบผลสำเร็จในชีวิต อันยังผลประโยชน์ต่อตนเองและต่อส่วนรวม โดยมีเนื้อหาต่างๆ ดังนี้

ภาคที่ 1 กรอบความคิดและหลักการ และภาพรวมของทั้ง 7 อุปนิสัย 

โดยปกติเราจะมองเห็นในสิ่งเดียวกัน แต่แตกต่างกัน เนื่องจากทุกคนจะตีความตามแผนที่หรือกรอบความคิดที่เรามี โดยกรอบความคิดที่เรามีนั้นจะมาจากสิ่งที่เราเผชิญอยู่ หรือได้รับการปลูกฝังอบรมเลี้ยงดูมา แต่ละบุคคลก็ต่างกันไป แต่ถ้าเราอยากมีประสิทธิผลมากขึ้นเราต้องเปลี่ยนกรอบความคิดใหม่ เปลี่ยนมุมมองใหม่ให้มาอยู่ในกรอบความคิดและหลักการของประสิทธิผล

ภาคที่ 2 ชนะใจตนเอง

·         อุปนิสัยที่ 1 โปรแอคทีฟ (Be Proactive) เราต้องรับผิดชอบชีวิตตนเอง เรามีสิทธิเลือกและตอบสนองในทางบวก สิ่งที่ทำร้ายเราไม่ใช่เกิดจากกระทำของคนอื่น แต่เกิดจากการเลือกตอบสนองของเราเองที่ทำร้ายเรา

·         อุปนิสัยที่ 2 เริ่มต้นที่จุดหมายในใจ (Begin with the End in Mind)  กำหนดผลลัพธ์ก่อนลงมือทำ สร้างชีวิตและดำเนินชีวิตตามคำปณิธานส่วนตน

·         อุปนิสัยที่ 3 ทำสิ่งสำคัญก่อน (Put First Things First) อุปนิสัยที่ 3 เป็นเหมือนภาคปฏิบัติของ อุปนิสัยที่ 1 และ 2 ซึ่งเราควรจะเลือกทำสิ่งที่สำคัญมากที่สุดก่อน

ภาคที่ 3 ชนะใจคนอื่น

·         อุปนิสัยที่ 4 คิดแบบชนะชนะ (Think Win-Win) มีแนวคิดแบบใจกว้าง สร้างสมดุลระหว่างความกล้าหาญกับความเกรงใจ คำนึงถึงชัยชนะของผู้อื่นเช่นเดียวกับของเรา มุ่งสร้างข้อตกลงแบบ Win-Win

·         อุปนิสัยที่ 5 เข้าใจผู้อื่นก่อนแล้วจึงให้ผู้อื่นเข้าใจเรา (Seek First to Understand then to be Understood) ฝึกการฟังอย่างเข้าใจ ให้เกียรติผู้อื่น และทำให้ผู้อื่นเข้าใจเรา

·         อุปนิสัยที่ 6 ผนึกพลังประสานความต่าง (Synergize) ให้คุณค่าความแตกต่าง ค้นหาทางเลือกที่ 3

ภาคที่ 4 การปรับตัวใหม่

·         อุปนิสัยที่ 7 ลับเลื่อยให้คมอยู่เสมอ (Sharpen the Saw) ให้เวลากับตัวเองทุกวันเพราะจะส่งผลให้เราสามารถทำกิจกรรมอื่นๆ ได้ดี มุ่งมั่นบรรลุชัยชนะส่วนตนประจำวัน ตามหลักการของการเติมพลัง  การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และสร้างชีวิตให้สมดุล


หนังสือเล่มนี้ควรอ่านซ้ำหลายๆรอบเพราะอ่านเข้าใจยาก มีรายละเอียดมากมายที่มีประโยชน์สามารถนำมาปรับใช้ในชีวิต แต่การเปลี่ยนนิสัยส่วนตัวมันไม่ใช่เรื่องง่าย มันต้องอาศัยความมุ่งมั่น อดทน และเข้มงวดกับตนเองอย่างหนัก

โดยในหนังสือบอกว่า  การดำเนินชีวิตตาม 7 อุปนิสัยนี้ ต้องอาศัยการเรียนรู้ ต้องมีความมุ่งมั่น และต้องปฏิบัติอย่างเข้มข้น 

เรียนรู้ -->มุ่งมั่น -->ปฏิบัติ โดยต้องทำซ้ำๆ เพื่อให้ก้าวหน้าต่อไป 

แนะนำไปหามาอ่านดูครับ

+++++++++