27/02/2566

9 อุปกรณ์ฉุกเฉิน ที่ควรมีติดรถ

 



ช่วงนี้เห็นข่าวอุบัติเหตุทางท้องถนนทุกวัน รวมถึงมีประเด็นที่ถกกันเรื่องอุปกรณ์ฉุกเฉินในรถด้วย ผมก็เลยรวบรวม อุปกรณ์ฉุกเฉินที่ควรมีติดรถยนต์ไว้ เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉินมันอาจจะสามารถช่วยผ่อนเหตุหนักให้เบาได้บ้างครับ

กล้องวิดีโอติดรถ อันนี้คงไม่ใช่อุปกรณ์ฉุกเฉินละครับ แต่ผมว่ามันจำเป็นแล้ว กล้องวิดีโอติดรถนั้นจะช่วยเราในกรณีเกิดอุบัติเหตุ ถือว่าเป็นพยานชั้นดีในการที่จะพิสูจน์ถูกผิด ในบางครั้งที่เรานำรถไปจอดแล้วเกิดการเฉี่ยวชน ถ้าคู่กรณีหนี เราก็จะสามารถตามหาคู่กรณีได้ง่าย ทั้งนี้ยังนำไปอ้างเป็นหลักฐานกับทางประกันภัยได้อีกด้วยว่าเราไม่ได้เป็นผู้กระทำเอง หากมีการเคลมประกันเกิดขึ้น

สายพ่วงแบตเตอรี่    คนมีรถคงไม่มีใครไม่เคยเคยรถสตาร์ทไม่ติดนะครับ  บางครั้งก็ไม่ได้มีสัญญาณเตือนอะไรเลยว่าแบตเริ่มเสื่อม อยู่ ๆ ก็สตาร์ทไม่ติด  ถ้าเป็นช่วงกลางคืน เปลี่ยนแบตนอกสถานที่ก็คิดราคาเพิ่ม  พกสายพ่วงแบตไว้เผื่อขอจั๊มพ์แบตรถที่ผ่านไปมา ส่วนใหญ่เขาน่าจะยินดีอยู่นะครับ

ยางอะไหล่ + แม่แรงฉุกเฉิน หลายคนอาจจะคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น มีไว้ก็หนักเลยเอาออก แต่ถ้าเกิดวันไหนยางแบนขึ้นมาจะรู้ซึ้งถึงความสำคัญของมันขึ้นมาทันที แต่ถ้าคนไหนไม่เคยทำก็ถอดยากเอาการอยู่นะครับ

สายลากรถ  อันนี้ก็สำคัญนะครับ เผื่อจำเป็นต้องลากจูง

ไฟฉาย เป็นอีกสิ่งที่หลายคนมองข้าม  ใช้ได้สารพัดประโยชน์ ส่องดูในรถใต้ท้องรถห้องเครื่อง หรือให้สัญญาณต่างๆครับ

ป้ายสัญญาณเตือนแบบสะท้อนแสง หรือ ไฟฉายกระพริบ ควรมีไว้อย่างยิ่ง ยามเกิดเหตุรถเสีย นำไปวางก่อนถึงรถสัก 50 เมตร ช่วยป้องกันการเกิดอุบัติเหตุแก่รถที่จอดเสีย ปลอดภัยทั้งเราและรถที่ร่วมทางครับ

ที่ชาร์จไฟสำรองอุปกรณ์ต่างๆ ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะมีแบตสำรองก็ตาม ที่ชาร์จไฟสำรองก็ยังถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งจำเป็นติดต้องติดรถไว้เผื่อกรณีที่เราลืมพกแบตสำรอง หรือเกิดหมดทั้งคู่  ก็จะได้ไม่ต้องกังวลในเรื่องการติดต่อสื่อสาร

ที่ทุบกระจกและตัดเข็ดขัดนิรภัย  ที่ทุบกระจก ซึ่งมักจะมาพร้อมที่ตัดเข็มขัดนิรภัยในตัวสามารถหาซื้อได้ทั่วไปและจะมีประโยชน์มากในยามที่เราอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น รถตกน้ำ หรือ รถเกิดอุบัติเหตุจนไม่สามารถปลดเข็ดขัดออกจากได้

ถังดับเพลิง  อันนี้สำคัญนะครับ โดยเฉพาะรถติดแก๊สก็ต้องมีถังดับเพลิงติดไว้ประจำรถครับ

 

จริงๆแล้วแต่ละท่าน อาจมีอุปกรณ์ฉุกเฉินติดรถไว้มากกว่าที่ระบุไว้ด้านบน อาทิเช่น ที่เติมลมยาง  ยารักษาโรค น้ำดื่ม ชุดปฐมพยาบาล เป็นต้น 

ผมว่าถ้าไม่หนักเกินไปมีมากไว้ก็ดีนะครับ  บางครั้งเราอาจไม่ได้ใช้เอง ก็อาจจะสามารถนำมาใช้ช่วยเหลือผู้อื่นได้นะครับ 

แต่สำหรับอุปกรณ์บางอย่างอาจต้องอาศัยการเรียนรู้ หรือใช้ด้วย เช่น ถังดับเพลิง และค้อนทุบกระจก ถ้าใช้ไม่เป็นถึงพกไว้ก็อาจไม่เกิดประโยชน์นะครับ  สามารถหาดูคลิปวิธีการใช้ได้ใน youtube ครับ 

เผื่อไว้ดีกว่าแก้นะครับ

25/02/2566

การคาดเข็มขัดนิรภัย ช่วยชีวิตได้

 



การคาดเข็มขัดนิรภัย กลายเป็นประเด็นร้อนในช่วงนี้ครับ มีความเห็น มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากมาย เนื่องจากมีการนำเสนอข่าวอุบัติเหตุทางท้องถนน ที่เกิดขึ้นทุกวัน

หลายกรณี มีการได้รับบาดเจ็บรุนแรง ถึงขั้นเสียชีวิต จากการไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัย


หากเรามองถึงเรื่องความปลอดภัยแน่นอนว่า  เข็มขัดนิรภัยคืออุปกรณ์นิรภัยติดรถยนต์ที่มีประสิทธิภาพ ที่สามารถช่วยลดความรุนแรงให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสารรถยนต์จากอันตรายในกรณีที่ได้รับอุบัติเหตุ  จากผลการศึกษาวิจัยถึงประสิทธิผลของการใช้เข็มขัดนิรภัยในประเทศไทย พบว่าสามารถช่วยลดจํานวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ได้ถึง ร้อยละ34 และ ผู้ที่ไม่ใช้เข็มขัดนิรภัยนั้นมีอัตราความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตเนื่องจากอุบัติเหตุทางรถยนต์มากกว่าผู้ที่ใช้เข็มขัดนิรภัยถึง 1.52 เท่า


สำหรับ แบบของเข็มขัดนิรภัย มีด้วยกัน 2 แบบคือ

          1.  แบบรัดหน้าตักและรั้งพาดไหล่ คาดรอบสะโพก บริเวณต้นขาและผ่านเฉียงทางหน้าอกและกระดูกไหปลาร้า สำหรับผู้ขับรถและที่นั่งตอนหน้าแถวเดียวกับผู้ขับรถที่อยู่ด้านริมสุด

          2.  แบบรัดหน้าตัก ใช้คาดบริเวณต้นขา รอบสะโพก สำหรับผู้ที่นั่งตอนกลางระหว่างผู้ขับรถและผู้ที่นั่งตอนหน้าแถวเดียวกับผู้ขับรถ ไม่ควรรัดบริเวณหน้าท้อง


วิธีการคาดเข็มขัดนิรภัยอย่างถูกต้อง

- การคาดเข็มขัดนิรภัยอย่างถูกต้อง จะต้องให้ส่วนของเข็มขัดนิรภัยส่วนล่างทาบไปกับกระดูกเชิงกราน เพราะกระดูกเชิงกรานสามารถรับแรงกระแทกได้ถึง 1 ตัน และควรคาดให้ต่ำกว่าเข็มขัดธรรมดา ประมาณ 5-10 เซนติเมตร ส่วนบนพาดทแยงผ่านกระดูกไหปลาร้าไปยังด้านตรงข้าม ระวังอย่าให้สายเข็มขัดนิรภัยพาดชิดลำคอ

- สำหรับหญิงมีครรภ์ ควรคาดให้ส่วนที่ยืดพาดตัก พาดผ่านขาทั้งสองข้างและต่ำกว่าครรภ์ของผู้คาด โดยให้อยู่ห่างจากสะโพกให้มากที่สุด ส่วนยืดไหล่ให้พาดผ่านระหว่างกึ่งกลางของลิ้นปี่ และควรจัดวางตำแหน่งของเข็มขัดนิรภัยให้ถูกต้องเพื่อความปลอดภัยของตัวเองและเด็กในครรภ์

  - สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 11 ปี ควรนั่งด้านหลัง ถ้าเป็นทารกควรใส่ตะกร้าหรือเก้าอี้สำหรับเด็กและจะต้องรัดติดกับเบาะหลังให้แน่นด้วยเข็มขัดนิรภัย ไม่ควรอุ้มเด็กไว้กับอกขณะเดินทาง เพราะเมื่อเกิดการเบรกอย่างกะทันหันเด็กอาจจะหลุดมือไปกระแทกกับเบาะข้างหน้าหรือหน้าปัดได้ อาจทำให้เกิดอันตรายจนถึงขั้นเสียชีวิตได้


ถ้ายังมองไม่เห็นว่าเข็มขัดนิรภัยมีความสำคัญแค่ไหน ลองดูในคลิปด้านล่างนี้ครับ มาจากบริษัทรถยนต์แห่งหนึ่งในต่างประเทศ ได้ทำการทดสอบกรณีที่ไม่คาดเข็มขัดนิรภัยว่าเกิดอะไรขึ้นครับ




จากคลิปจะเห็นได้ว่า เมื่อเกิดอุบัติเหตุ จากความเร็วของรถจะทำให้ผู้โดยสารถูกแรงเหวี่ยงมหาศาล เหวี่ยงออกไปนอกตัวรถ ทำให้เกิดอันตรายร้ายแรง และมีโอกาสเสียชีวิตสูงมากครับ จริงๆก็มีคลิปเตือนอันตรายแบบนี้เยอะนะครับ สามารถหาดูได้ครับ

การคาดเข็มขัดนิรภัย มีความสำคัญอย่างมากในการขับขี่รถยนต์ รวมถึงต้องคาดเข็มขัดนิรภัยให้ถูกวิธีจะช่วยลดความรุนแรงจากอุบัติเหตุได้เป็นอย่างมาก  เราควรปฏิบัติให้ติดเป็นนิสัย ทำเป็นประจำทุกครั้งที่ขับรถ เพื่อปลอดภัยในชีวิตของทุกคนครับ 


ที่มาข้อมูล :
http://www.carmotorshow.com
คลิป : ได้รับส่งต่อมาทาง Line


22/02/2566

เงินแลกปัญญา



 

ช่วงนี้มีข่าวเกี่ยวกับการทะเลาะเบาะแว้ง หรือกระทบกระทั่งกันบนท้องถนนบ่อยครั้ง  รวมถึงข่าวสาร คดีความต่างๆ ที่เกิดจากอารมณ์ชั่ววูบ  เกิดจากความใจร้อน ทำให้ส่งผลร้ายอย่างที่คาดไม่ถึง  

เลยเอานิทานเซน เรื่องนี้มาฝากครับ

ครั้งหนึ่ง ขณะที่ชายคนหนึ่งกำลังซ่อมกำแพงที่ถล่มลงมา หลังจากฝนตกลงมาอย่างหนัก เขาได้ขุดพบทองคำก้อนใหญ่ ก้อนหนึ่ง เลยกลายเป็นเศรษฐีในชั่วพริบตา

ชายคนนั้นรู้ตัวเองดีว่า ตัวเองค่อนข้างโง่ จึงไปปรึกษากับพระอาจารย์ท่านหนึ่ง 

พระอาจารย์แนะนำว่า  เจ้ามีเงิน ผู้อื่นมีปัญญา เจ้าทำไมไม่ใช้เงินไปซื้อปัญญาของคนอื่น

ชายคนนั้นจึงเข้าไปในเมืองเจอพระรูปหนึ่ง 

ชายนั้นจึงถามพระรูปนั้นว่า  ท่านจะขายปัญญาของท่านให้แก่ข้าพเจ้าได้หรือเปล่า” 

พระนั้นตอบว่า "ปัญญาของอาตมาแพงนะ เจ้าสู้ไหวหรือ?” 

ขอเพียงซื้อปัญญาได้แพงเท่าไหร่ ข้าพเจ้าก็สู้” ชายนั้นตอบ

เมื่อเจ้าพบสิ่งที่ยากลำบากใจ เจ้าอย่าเพิ่งเร่งรีบตัดสินใจ ให้เดินไปข้างหน้า 3 ก้าว หลังจากนั้นเดินถอยไปข้างหลัง 3 ก้าว ทำซ้ำอย่างนี้ อีก 3 ครั้ง เจ้าก็จะได้ปัญญา

ปัญญา ง่ายอย่างนี้หรือ?” ชายคนนั้นทำท่าไม่เชื่อและลังเล กลัว พระรูปนั้นจะหลอกเอาเงิน 

พระรูปนั้นอ่านสายตานั้นออก จึงพูดว่า

เจ้ากลับไปก่อน ถ้าหากเจ้ารู้สึกว่าปัญญาของข้าพเจ้าไม่คุ้มกับเงินเหล่านี้ เจ้าก็ไม่ต้องกลับมาแล้ว หากเจ้าคิดว่าคุ้ม เจ้าค่อยกลับมา” 


เมื่อกลับถึงบ้านในตอนค่ำมืด ชายคนนั้นเห็นเหมือนกับภรรยา กำลังนอนอยู่กับคนอื่น จึงถืออีโต้เข้าไปหวังจะฆ่าคนนั้น แต่ทันใดนั้นนึกถึงคำพูดของพระรูปนั้นในตอนกลางวัน 

จึงเดินไปข้างหน้า 3 ก้าว เดินถอยหลัง 3 ก้าว ทำซ้ำอีก 3 ครั้ง ขณะที่กำลังเดินอยู่นั้น 

คนที่นอนอยู่กับภรรยาของเขาพูดขึ้นว่า 

ลูกเอ๊ย ดึกๆอย่างนี้ทำอะไรอยู่นั่น?”


ชายคนนั้นเมื่อรู้ว่าเป็นเสียงมารดาของตนเอง 

จึงคิดในใจว่า หากกลางวันนี้ไม่ซื้อปัญญามา วันนี้คงจะฆ่าแม่ของตนเองแล้ว

วันรุ่งขึ้นจึงรีบนำเงินไปถวายพระรูปนั้นแต่เช้า

 

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า จงใช้สติในการดำเนินชีวิต  

จงคิดให้รอบคอบก่อนตัดสินใจทำอะไร  

มิฉะนั้นแล้วอาจจะต้องเสียใจในภายหลัง เพราะว่าไม่สามารถที่จะกลับมาแก้ไขอะไรได้อีกแล้ว


ที่มา http://palungjit.org

17/02/2566

รายงานสถานการณ์และคุณภาพอากาศประเทศไทย

 



ในบทความก่อนได้เล่าถึงเรื่องฝุ่นละออง Particulate matter ไปแล้ว นอกจากปัญหาฝุ่นละอองแล้ว ยังมีมลพิษทางอากาศอีกหลายชนิดที่มีค่าเกิดมาตรฐาน หรือมีค่าที่สูงกว่าปกติจนอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยได้  

ทางกรมควบคุมมลพิษจึงได้จำทำดัชนีคุณภาพอากาศเพื่อเป็นการรายงานข้อมูลคุณภาพอากาศในรูปแบบที่ง่ายต่อความเข้าใจของประชาชนทั่วไป เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้สาธารณชนได้รับทราบถึงสถานการณ์มลพิษทางอากาศในแต่ละพื้นที่ว่าอยู่ในระดับใด มีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย

ดัชนีคุณภาพอากาศที่ใช้อยู่ในประเทศไทย คำนวณโดยเทียบจากมาตรฐานคุณภาพอากาศในบรรยากาศโดยทั่วไปของสารมลพิษทางอากาศ 6 ประเภท ได้แก่

  1. ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 (มคก./ลบ.ม.) (PM2.5)เฉลี่ย 24 ชั่วโมงต่อเนื่อง
  2. ฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 10 (มคก./ลบ.ม.) (PM10) เฉลี่ย 24 ชั่วโมงต่อเนื่อง
  3. ก๊าซโอโซน (O3) ppb เฉลี่ย 8 ชั่วโมงต่อเนื่อง
  4. ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) ppm เฉลี่ย 8 ชั่วโมงต่อเนื่อง
  5. ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) ppb เฉลี่ย 1 ชั่วโมง
  6. ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ppb เฉลี่ย 24 ชั่วโมง           

ทั้งนี้ ดัชนีคุณภาพอากาศที่คำนวณได้ของสารมลพิษทางอากาศประเภทใดมีค่าสูงสุด จะใช้เป็นดัชนีคุณภาพอากาศของวันนั้น

ดัชนีคุณภาพอากาศของประเทศไทยแบ่งเป็น 5 ระดับ คือ ตั้งแต่ 0 ถึง มากกว่า 300 ซึ่งแต่ละระดับจะใช้สีเป็นสัญลักษณ์เปรียบเทียบระดับของผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย โดยดัชนีคุณภาพอากาศ 100 จะมีค่าเทียบเท่ามาตรฐานคุณภาพอากาศในบรรยากาศโดยทั่วไป หากดัชนีคุณภาพอากาศมีค่าสูงเกินกว่า 100 แสดงว่าค่าความเข้มข้นของมลพิษทางอากาศมีค่าเกินมาตรฐาน และคุณภาพอากาศในวันนั้นจะเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน


 




นอกจากนี้ในปัจจุบันเรายังสามารถทราบถึงคุณภาพอากาศ และสภาพอุตุนิยมวิทยาได้แบบออนไลน์ สามารถเข้าดูข้อมูลได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ รายงานสถานการณ์และคุณภาพอากาศประเทศไทย

http://air4thai.pcd.go.th/webV3/#/Home





15/02/2566

ฝุ่นละออง Particulate matter(PM) ความเสี่ยงใกล้ตัว

 



ฝุ่นละอองเป็นมลพิษทางอากาศที่เป็นปัญหาสำคัญในไทย โดยเฉพาะช่วงหน้าแล้ง เราจะได้เห็นข่าวเรื่องปัญหาหมอกควันทางภาคเหนือเป็นประจำ ซึ่งก็คือปัญหา ฝุ่นละอองนั่นเอง 

จากข้อมูลผู้ป่วยใน สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในเขตภาคเหนือตอนบน พบว่าอัตราการเกิดโรคระบบทางเดินหายใจมีแนวโน้มที่สูงขึ้นทุกปี  นอกจากปัญหาหมอกควันในภาคเหนือแล้ว  ในเขตกรุงเทพและปริมณฑลเอง ก็มีปัญหาเรื่องฝุ่นละออง ซึ่งส่วนใหญ่มาจากควันดำรถยนต์เครื่องยนต์ดีเซล รวมถึงฝุ่นที่เกิดจากการก่อสร้าง ฝุ่นจากการเผาในที่โล่ง การเผาไหม้หญ้าด้วย

ฝุ่นละออง(Particulate matter) หมายถึง อนุภาคที่เป็นของแข็ง หรือของเหลวที่แขวนลอยอยู่ในบรรยากาศรอบ ๆ ตัวเรา  

ฝุ่นละอองเป็นสารที่มีความหลากหลายทางด้านกายภาพและองค์ประกอบ ขึ้นอยู่กับแหล่งกำเนิด ลักษณะที่แตกต่างกัน ได้แก่ ขนาดของฝุ่น ปริมาณ รูปร่าง ความหนาแน่น การนำไฟฟ้า การกัดกร่อน การดูดความชื้น เป็นต้น

ในเรื่องของการควบคุมมลพิษทางอากาศ คุณสมบัติที่สำคัญ คือ ขนาดของฝุ่น(Particle size) 

โดยจะจำแนกเป็น 3 ขนาด ได้แก่ ฝุ่นขนาดเล็กกว่า 1 ไมครอน, ฝุ่นขนาดกลาง 1-10 ไมครอน และฝุ่นขนาดใหญ่ 10-100 ไมครอน

ฝุ่นขนาด 1-10 ไมครอน เป็นฝุ่นขนาดที่มีความสำคัญในการควบคุม เนื่องจากฝุ่นจากการเผาไหม้ และฝุ่นจากกระบวนการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรมมักอยู่ในช่วงนี้  ซึ่งฝุ่นขนาดที่เล็กกว่า 10 ไมครอน จัดว่าเป็น Respirable dust ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยเฉพาะฝุ่นที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน(PM2.5) 

ในปี พ.ศ.2556 องค์การอนามัยโลก(WHO) ได้กำหนดอย่างเป็นทางการให้ฝุ่นขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน( PM2.5) จัดอยู่ในกลุ่มที่ 1 ของสารก่อมะเร็ง

นอกจากกนี้ยังมีการศึกษาแล้วพบว่ามีอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ สามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจส่วนลึกสุดได้

สำหรับในประเทศไทยกฎหมายได้กำหนดค่ามาตรฐานฝุ่นละอองขนาดเล็ก ไม่เกิน 10ไมครอน(PM10)เฉลี่ย 24 ชม ไว้ที่ ไม่เกิน 120 ไมโครกรัม/ลบ.. ส่วนขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน(PM2.5) เฉลี่ย 24 ชม นั้นกำหนดไว้ ไม่เกิน 50 ไมโครกรัม/ลบ.ม.

สำหรับในโรงงานอุตสาหกรรม จะต้องมีระบบในการควบคุมฝุ่นละออง ซึ่งมีหลากหลายวิธีการ  ส่วนในเรื่องของความปลอดภัย และการใช้ชีวิตประจำวัน จะให้หลีกเลี่ยงไม่เจอฝุ่นเลยคงทำได้ยาก 

ดังนั้นก็ควรหันมาใช้หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพของเราเอง ที่สำคัญสำหรับการใช้หน้ากากอนามัย ให้ดูคุณสมบัติที่สามารถป้องกันฝุ่นขนาดเล็กด้วยนะครับ

 

ที่มา

http://www.balanceenergythai.com/pm2-5-particulate-matter/

http://www.pcd.go.th/index.cfm

http://www.pcd.go.th/info_serv/reg_std_airsnd01.html

ตำราระบบบำบัดมลพิษทางอากาศ กรมโรงงานอุตสาหกรรม

โรคและภัยสุขภาพจากปัญหาหมอกควัน