25/04/2566

กลับหัวคิด มองโลก 80%

 


กลับหัวคิด มองโลก 80%

หนังสือเล่มนี้อยู่ในชั้นหนังสือที่บ้านนานมากแล้ว(เป็นหนังสือที่ภรรยาซื้อมาอ่านตั้งแต่ช่วงทำงานใหม่ๆ) หลังจากได้อ่านก็ได้ข้อคิดมากมาย  จึงขอนำมาสรุปในบทความนี้ครับ

กลับหัวคิด มองโลก 80% พลิกทุกวิกฤติงานและชีวิตคิดใน มุมใหม่” เป็นผลงานเขียนของ Shigeta Saito จิตแพทย์และนักเขียนชื่อดังของญี่ปุ่น 

เขาได้อธิบายทำความเข้าใจและควบคุมจิตใจตนเองยามที่ตกอยู่ในภาวะยากลำบาก เน้นไปที่การแก้ปัญหาด้วยตัวเองเป็นหลัก เริ่มจากทบทวนอดีต วิเคราะห์เรื่องจิตใจ มุมมองชีวิต การสร้างความสัมพันธ์ การเปลี่ยนแปลงตัวเอง และใช้ชีวิตให้เป็นสุข  และเน้น การให้กำลังใจตัวเอง

หลักคิดในการใช้ชีวิตแบบ 80% สอนว่าอย่ายึดติดกับความสมบูรณ์แบบ 100% ได้ 80% ก็ดีแล้ว  และนำเสนอหลักคิดง่ายๆว่า

 "แค่คนเราเปลี่ยนความคิด หรือมุมมองเพียงนิดเดียว ปัญหายุ่งยากต่างๆ ก็จะเปลี่ยนเป็นโอกาสในชั่วพริบตา"


ในหนังสือจะแบ่งหมวดหมู่เป็นประตู โดยจะมีทั้งสิ้น 5 บาน คือ

ประตูบานที่ 1 เริ่มจากการสำรวจ ตัวเองใหม่ทั้งหมด

ประตูบานที่ 2 สร้างโอกาสใหม่ๆ จากความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง

ประตูบานที่ 3 เปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นคนมีเสน่ห์

ประตูบานที่ 4 เรียนรู้จากผู้อื่น แล้วมองกลับมาที่ชีวิตของตัวเอง

ประตูบานที่ 5 เพื่อให้รู้สึกอิ่มเอมกับชัยชนะในอีก ๑๐ ปีข้างหน้า

 ผมขอยกบางหัวข้อที่จุดประเด็นให้ผมได้ไปคิดและลงมือทำต่อ ในประตูแต่ละบานมาให้เป็นตัวอย่างนะครับ


ประตูบานที่๑ เริ่มจากการสำรวจ ตัวเองใหม่ทั้งหมด

รู้จักจุดอ่อนของตัวเองหรือเปล่า 

             เมื่อเราต้องเผชิญกับปัญหา ส่วนมากจะเอาสาเหตุสุดท้ายขึ้นมาก่อนเป็นอันดับแรก โดยในหลายๆครั้งสาเหตุนั้นอาจจะไม่ใช่ต้นตอของปํญหา และหลายสาเหตุของปัญหาอาจมาจากพื้นฐานลักษณะนิสัยของเราเอง

ให้เราลองตรวจสอบจุดแข็งจุดอ่อนของเราใหม่ เพื่อให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น เพื่อจะได้ปรับปรุงได้ถูกจุด ซึ่งลักษณะนิสัยในหนังสือนี้ยึดหลักตามทฤษฎีบุคลิกภาพของจิตแพทย์ชาวเยอรมัน Ernst Kretschmer มี 5 แบบ ได้แก่

            1. นิสัยขี้กังวล มีปัญญาดี มีความรับผิดชอบ แต่ชอบมองตัวเองแง่ลบ กังวลกับเรื่องเล็กๆน้อยๆ

            2. นิสัยไม่ชอบแสดงออก  เป็นคนที่ผู้อื่นไม่สามารถเข้าใจได้

            3. นิสัยชอบทำตัวโดดเด่น มั่นใจสูง หลงตัวเอง ทำอะไรตามใจ ยึดตัวเองสุดๆ

            4. นิสัยชอบโอนอ่อนตามผู้อื่น ร่ารเง ชอบคบหาผู้คน แต่ไม่ค่อยมองตัวเอง

            5. นิสัยยึดมั่นในความคิดตัวเอง มุ่งมั่นสูง หมกมุ่นกับบางเรื่องได้ง่ายๆ พบมากในนักวิชาการ

อย่ากดดันตัวเองมากเกินไป ไม่ว่าทำอะไร ควรจัดลำดับความสำคัญเสียก่อน งานที่ทำให้เสร็จได้ภายในวันนี้ ต้องไม่เหลือค้างไว้ทำพรุ่งนี้ อย่าผัดวันประกันพรุ่ง


ประตูบานที่ 2 สร้างโอกาสใหม่ๆ จากความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง

ตั้งใจแน่วแน่ว่า ต่อไปนี้จะไม่ นินทาใคร เด็ดขาด คนเรามักจำคำพูดที่ถูกนินทาไม่ลืม และคนที่ถูกนินทาก็มักจะนินทากลับคืนให้เลวร้ายกว่าเดิม การนินทาดปรียบเหมือน บูมเมอแรง ที่จะย้อนกลับมาทำร้ายเราเอง

ไม่วิจารณ์คนในครอบครัวหรือญาติของอีกฝ่าย  การใช้ชีวิตยึดหลัก 80% แต่ชีวิตคู่ลดเหลือ 60% พอ  คล้ายกับที่เรามักได้ยินคนพูดกันว่า ก่อนแต่งงานเบิกตาให้กว้าง เลือกให้เต็ม 100% แต่แต่งงานไปแล้ว ให้ปิดตาข้างหนึ่ง อะไรไม่ดีของอีกฝ่าย ก็ปล่อยผ่านไปบ้าง


ประตูบานที่ 3 เปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นคนมีเสน่ห์

อารมณ์ขันมักจะนำโชคดีเข้ามาเสมอ ไม่ว่าจะตกอยู่ในสภาวะวิกฤตที่รุนแรงเพียงใด ให้ลองฝึกตัวเองให้ยิ้มสู้ไว้ รอยยิ้มจะช่วยชโลมใจให้หายกังวล และจะเรียกลมแห่งโชคดีให้เข้ามาหาเราเร็วกว่าที่คิด

ฝึกเป็นคนที่คาดการณ์สิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคต ฝึกการจินตนาการ ฝึกเป็นคนที่เตรียมตัวดี คือการนำประสบการณ์ต่างๆที่ได้รับรู้ มาประมวลคาดการว่าอาจจะเกิดอะไร และเตรียมพร้อมรับมือ


ประตูบานที่ 4 เรียนรู้จากผู้อื่น แล้วมองกลับมาที่ชีวิตของตัวเอง

ชมเชยย่อมดีกว่าดุด่า มาเรียนรู้วิธีดุด่า และชมเชยอย่างแยบยลกัน การดุด่าคนลูกโดยไร้ซึ่งความปรารถนาดี จะไม่ช่วยกระตุ้นให้เขาลุกขึ้นมาสู้ได้เสมอไป หากไม่ทำให้ดู ไม่พูดให้ฟังไม่ลองทำให้ดู และไม่ชื่นชม ก้ไม่สามารถซื้อใจลูกน้องได้


ประตูบานที่ 5 เพื่อให้รู้สึกอิ่มเอมกับชัยชนะในอีก ๑๐ ปีข้างหน้า

ผู้ที่ไม่รู้จักนำประสบการณ์ที่ได้จากการเรียนรู้วันนี้ ไปใช้ในวันพรุ่งนี้ ไม่มีทางประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ได้

มาเป็นคนที่มองคนอื่นในแง่บวกกันเถอะ ควรฝึกมองคนอื่นในแง่บวกก่อน ต้องมองเรื่องต่างๆให้ลึกซึ้ง ด้วยความสุขุม และเราควรประเมินหรือวิพากษ์วิจารณ์เฉพาะในขอบเขตที่เรามีความรู้ ความเชี่ยวชาญเพียงพอ

ไม่ลืมบุญคุณที่เคยได้รับเด็ดขาด และตอบแทนด้วยมิตรภาพ


ผู้เขียน  :  Shigeta Saito 

ผู้แปล  :  ประวัติ เพียรเจริญ

สำนักพิมพ์: สสท

เป็นหนังสือที่อ่านง่ายๆ ได้ข้อคิดดีๆ ลองหามาอ่านกันดูนะครับ



21/04/2566

แก้วนี้หนักมั้ย

 



อะๆ เห็นคำถามแล้ว  บางคนอาจจะบอกว่า

ถ้าเป็นแก้วนี้ยกได้ทั้งวัน 555


มีเรื่องเล่าครับ

ประมาณว่าให้เราลองจินตนาการดู

มีแก้วน้ำใบหนึ่ง (เอาแบบแก้วข้างบนก็ได้นะ)

คิดว่าแก้วนี้น่ะหนักไหม ?

น้ำหนักคร่าวๆ ก็คงสัก 300-500 กรัม คงไม่หนักเท่าไร

...ถูกต้องครับ 


แต่แค่นั้นไม่พอ  ถ้าให้ถือแก้วไว้ละ จะหนักหรือไม่หนัก 

มันจะขึ้นอยู่กับว่า เราถือมันไว้นานแค่ไหน

ถ้าเรายกดื่มไม่เกิน 10 วินาที หรือกระดกหมดแก้ว ก็ไม่เกิน 1 นาที มันก็คงไม่มีปัญหา

แต่ถ้ากำหนดเงื่อนไขเพิ่มเข้าไปว่า 

ห้ามวางแก้วต้องถือไว้ตลอด

ถ้าเราถือไว้ชั่วโมงหนึ่ง ก็คงจะปวดแขน เมื่อยพอควร อาจจะทนได้

ถ้าถือไว้สักครึ่งวันละ คงจะล้าเต็มที

และถ้าให้ถือไว้ข้ามวันข้ามคืนละ

คงไม่ไหวละมั้ง


เรื่องเล่านี้สอนอะไร

น้ำหนักแก้ว มันก็เท่าเดิมนะ

แต่เวลาที่เราถือไว้ ยิ่งนานเท่าไร ก็ทำให้เราหนักมากขึ้นเท่านั้น


เปรียบเสมือนว่าถ้าเราแบกภาระอะไรบางอย่างไว้ตลอดเวลา

เราจะรู้สึกหนักขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็จะไม่สามารถแบกรับมันได้อีก


+++++++++++++++++

ในชีวิตการทำงาน มีปัญหาที่ต้องพบเจอมากมาย 

ปัญหาลูกน้อง ปัญหางาน ปัญหาหัวหน้า หรือแม้แต่เรื่องเพื่อนร่วมงาน

บางวันอาจจะเหนื่อยกาย เหนื่อยใจแสนสาหัส แทบไม่อยากไปทำงานในวันต่อไป


แต่ขอให้คิดไว้ว่า หากเราทำเต็มที่แล้ว 

สิ่งที่ควรทำก็คือ วางมันลงสักพัก แล้วค่อยมาถือมันต่อ

ปล่อยวางลงบ้าง เพื่อให้เรามีที่ว่าง จะได้คิดแก้ไขปัญหา พักกายพักใจเพื่อฟื้นฟูพลังชีวิต

ก่อนกลับบ้าน จงวางภาระต่างๆไว้ที่ทำงาน


เมื่อกลับบ้าน ก็ขอให้วางภาระต่างๆ ไว้ที่ทำงาน ให้เวลากับตัวเอง ครอบครัวและคนที่คุณรัก

*เตือนสติตัวเอง*

18/04/2566

ขยะในหัวใจ

 



ทำไมบางคนถึงทุกข์ร้อน วิตกกังวล กระวนกระวาย ไม่สบายใจ ไม่ปลอดโปร่งอยู่เสมอ

คำตอบง่ายมาก เพราะเขาแบกความคิดและความรู้สึกหลายอย่างเอาไว้ ไม่ปลดปล่อย ไม่ปรับเปลี่ยน จนกระทั่งมันกลายเป็นขยะหรือคราบสกปรกเกาะติดหัวใจ  เวลามีอะไรมากระทบหรือสัมผัสกับความรู้สึก ก็จะมีคราบเปื้อนเหล่านี้เข้าไปเจือปน  ความสดใสที่ควรจะมี จึงมีได้ไม่เต็มที่

ทำไมเราจึงปล่อยให้ใจเป็น "ถังขยะ" ล่ะ

คำตอบก็คือ เราไม่ค่อยรู้ตัวหรอก ว่าเราแอบทิ้งขยะลงไปในใจของเราเอง หรือมีใครทิ้งขยะลงมาในหัวใจของเราบ้าง  ถ้าเราไม่หมั่นสำรวจ บางทีเราอาจมีขยะรกหัวใจอยู่มากมายเลยก็ได้

อะไรบ้าง ที่เป็นขยะหัวใจ

 1. ความไม่พอใจ

         มีหลายเรื่องเลยนะ ในชีวิต ที่เราไม่พึงพอใจ  ถ้าจะแบ่งให้กว้างที่สุดเพื่อให้เห็นภาพ  สิ่งที่ทำให้เราไม่พอใจมีอยู่ 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ ไม่พอใจคนอื่น กับไม่พอใจตัวเอง ไม่พอใจคนอื่นเกิดได้มากกว่าความไม่พอใจในตัวเอง  เพราะธรรมชาติของคน ย่อมรักตัวเองมากกว่าคนอื่น ย่อมโทษคนอื่นก่อนโทษตัวเอง ย่อมเห็นความผิดของคนอื่นได้ก่อนและได้ชัดกว่าความผิดของตนเอง  

        ขณะเดียวกันเราต่างก็รู้ว่าโลกนี้ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ  มีเกิน มีขาด จนกว่าจะค่อยๆ ปรับปรุงพัฒนาให้มีความพอดีได้ จึงจะเข้าใกล้ความสมบูรณ์แบบมากที่สุด ฉะนั้น เราควรมองด้านดีของกันและกันให้มากกว่าด้านที่บกพร่อง

        ถ้าเราเริ่มจากมองด้านดีของกันและกันแล้ว  ความพึงพอใจ และความนับถือในกันและกันก็จะเกิด ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่สร้างสรรค์กว่าการจับผิดกัน แล้วนำไปสู่ความไม่พอใจ

2. ความผิดหวัง

        สิ่งที่ไม่ควรตั้งความหวังไว้สูงนัก คือหวังว่าเรื่องบางเรื่อง เหตุการณ์บางเหตุการณ์ หรือคนบางคนในอดีตจะย้อนกลับมา  กับหวังว่าอนาคตจะเป็นไปตามที่เราวาดหวังเสียทุกประการ  อดีตเป็นสิ่งที่ยากจะเรียกหาให้ย้อนกลับคืนมาเป็นเหมือนเดิม  ดีที่สุดคือใช้อดีตเป็นบทเรียน ให้สติ ให้เราเรียนรู้ทั้งโอกาสและความผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้น เพื่อให้วันนี้และวันข้างหน้า ดีกว่าอดีตที่เคยเป็น

        ส่วนอนาคตย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัย ไม่สามารถบังคับบงการให้เป็นไปตามความหวังของเราได้เสียทั้งหมด แต่พอจะคาดการณ์ได้ว่าน่าจะเป็นอย่างไร  กระนั้นก็ตาม หากไม่เป็นไปอย่างที่คาดการณ์ ก็อย่าได้ทุกข์ร้อนเสียใจ และปล่อยความคาดหวังบนความไม่แน่นอนแบบนี้ให้เป็นขยะรกอารมณ์

 

 3 . ความยึดมั่นถือมั่น

         ขยะที่เพิ่มพูนความรกเรื้อรุงรังให้ใจได้เป็นอย่างดีอีกประการหนึ่งคือ ความยึดมั่นถือมั่น  คิดว่านั่นก็คนของฉัน นี่ก็บ้านของฉัน รถของฉัน คนรักของฉัน ตำแหน่งของฉัน ฯลฯ  จนไม่สามารถปล่อยวาง 'สิ่งนอกตัว' เหล่านั้นลงได้

        ส่วนใหญ่พบว่า จิตจะปรุงแต่งไปเอง ว่าสิ่งนี้ฉันรัก สิ่งนี้ฉันเป็นเจ้าของ ใครก็เอาไปจากฉันไม่ได้  พอไม่เป็นอย่างที่คิดไว้ ก็ผูกพันหน่วงเหนี่ยว ยังคงเสียดาย เสียใจ และปรุงแต่งจิตเพิ่มเข้าไปว่าฉันนี้แสนทุกข์ระทม  

        ลองยอมรับความจริงดูบ้างไหม ว่าอะไรๆ ในโลกนี่ก็ไม่ใช่ของเราอย่างถาวรทั้งสิ้นแม้กระทั่งร่างกายของเรานี้ แท้ก็เป็นแค่ของยืมมา ใช้ได้ชาตินี้ชาติเดียว เดี๋ยวก็เสื่อม ก็แก่ ก็ป่วย ก็ตาย  ต้องคืนร่างกายสังขารนี้สู่สภาพดิน น้ำ ลม ไฟ เน่าเปื่อยผุพังไป สิ้นความสวยความหล่อ ตลอดจนลาภยศสรรเสริญทั้งปวง

 

ทำอย่างไรให้ใจสะอาด

         เริ่มจากปล่อยวางสิ่งต่างๆ ลง อย่ายึดติดยึดถือให้มากนัก  แล้วอยู่กับปัจจุบัน  อะไรที่อยู่กับเรา เป็นของเรา ย่อมอยู่กับปัจจุบันของเราด้วย  นั่นคือสิ่งจริงแท้แน่นอน การปล่อยวางสิ่งต่างๆ ลง เท่ากับการเทขยะทิ้ง การอยู่กับปัจจุบัน เท่ากับการปิดฝาถังขยะ ไม่เปิดรับขยะใหม่ๆ ให้ใจต้องสกปรกรกรุงรังอีก  เพื่อมีเวลาทำความสะอาดหัวใจให้ผ่องใส เบิกบาน

        ใจ...แท้จริงผ่องใสด้วยตัวของมันเอง  แต่คนที่เป็นเจ้าของหัวใจต่างหาก ที่ชักนำสิ่งต่างๆ มาปะพอก จนใจนั้นหมดสภาพ ฟื้นหัวใจให้กลับไปผ่องใสดังเดิมกันเถิด ปัดฝุ่นและคราบเขม่าทั้งหลาย แล้วเปิดทางให้หัวใจได้หายใจ เต้น และรู้สึกด้วยตัวของมันเอง

        อย่าไปบงการหัวใจมาก เพราะแทนที่จะเป็นหัวใจ มันจะกลายเป็นถังขยะแทน  

 

++++++++++

ที่มา : forward mail 2015

15/04/2566

สิ่งธรรมดา คือ สิ่งพิเศษ

 



เรื่องธรรมดาที่ไม่ธรรมดา

ท่าน ติช นัท ฮันท์ กล่าวแนะนำแนวทางการดำเนินชีวิตให้แก่ พุทธศาสนิกชนว่า

ปาฏิหาริย์ ไม่ใช่การเดินบนน้ำ หรือบินบนอากาศ แต่ปาฏิหาริย์ ของชีวิต คือ การเดินบนผืนดินและมีความสุขในทุกย่างก้าว

ชีวิตเราเต็มไปด้วยเรื่อง ธรรมดาเช่น ตื่นมา อาบน้ำ แปรงฟัน ขับรถไปทำงาน กินอาหารเที่ยงกับเพื่อนในที่เดิมๆ

ตอนเย็นกลับบ้าน ก็เห็นหน้าภรรยา หรือสามีคนเดิม ใส่ชุดธรรมดา หน้าตาเราหรือก็ธรรมดา

เราส่วนใหญ่แล้วก็เป็นคนธรรมดาๆ มีชีวิตธรรมดาๆ กันทั้งนั้น

แต่ถ้าความ ธรรมดานี้หมดไปละ เช่น อยู่ดีๆ ลูกเราเกิดเป็นมะเร็ง ไปมีเรื่องนอกบ้าน ไปติดยา ไปคบเพื่อนไม่ดี หรือสามี หรือภรรยาเราตาย ไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม หรือ เราถูกไล่ออกจากงาน เราประสบอุบัติเหตุร้ายแรง เป็นอัมพาต

เรื่องที่เคย ธรรมดา ก็จะไม่ธรรมดาไปในทันที และในเวลานั้นเอง

เราจะหวนมาคิดเสียดายความเป็น ธรรมดา จนใจแทบจะขาด

สิ่งธรรมดา คือ สิ่งพิเศษ

ขอให้เรารีบชื่นชมกับความ ธรรมดาที่เรามี และใช้ชีวิตกับสิ่งรอบตัวของเราประหนึ่งว่า

สิ่งเหล่านี้ คือ สิ่งมหัศจรรย์ของจักรวาล

เพราะสิ่งธรรมดาๆ แท้จริงแล้ว คือ สิ่งพิเศษที่สุดแล้ว สำหรับมนุษย์อย่างเรานั่นเอง

นั่นคือ จงพอเพียง พอใจในสิ่งที่มี

 

ที่มา ไทม์ไลน์

อ่านแล้วได้แง่คิดดีๆ จึงนำมาฝากครับ

++++++++++

12/04/2566

สมการสู่ความสำเร็จของคาซุโอะ อินาโมริ

 



มีโอกาสดูแล้วเห็นว่าได้ข้อคิดที่ดี เป็นแรงบันดาลใจที่ดีมาก  จึงนำมาฝากกันครับ   

เป็นรายการเจาะใจ  ช่วงแรงบันดาลใจข้อคิดดีๆ 

โดย คอลัมนิสต์ หนุ่มเมืองจันท์  สรกล อดุลยานนท์

เรื่องสมการสู่ความสำเร็จ                        

มาจากหนังสือเรื่องช้าให้ชนะ  โดยคาซุโอะ อินาโมริ ชาวญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง Kyocera Corporation และเป็นผู้ที่กอบกู้ JapanAirline(JAL) ที่เกือบจะล้มละลายให้กลับมาได้โดยใช้เวลาเพียง 3 ปี


โดยสมการที่คาซุโอะ อินาโมริ บอก เป็นสมการที่ง่ายๆ  คือ


ความสำเร็จ  = ความสามารถ * ความพยายาม * ทัศนคติ

 

และให้คะแนนแต่ละหัวข้อไม่เท่ากัน ความสามารถ และความพยายาม ให้คะแนนเท่ากันเป็นช่วง 0-100

 

ส่วนทัศนคติเค้าให้ความสำคัญมาก โดยให้คะแนนช่วงกว้างและเป็นทั้งบวกและลบ   คือ  -100 ถึง 100

 

ตัวอย่างการคำนวณนะครับ

 

ถ้าเราให้คะแนนความสามารถเต็ม 100 คะแนน  ความพยายาม 100 คะแนน ทัศนคติ 1 คะแนน

 

คุณจะได้ความสำเร็จ = 100*100*1  = 10,000 คะแนน

 

แต่ถ้าให้คะแนนความสามารถและความพยายามเท่าเดิม แต่ให้คะแนนทัศนคติเป็น  -1

 

คุณจะได้ความสำเร็จ = 100*100*(-1)  = -10,000 คะแนน คุณจะได้คะแนนติดลบทันที

 

จากสมการนี้ จะเห็นได้ว่า

หากไม่มีความสามารถ หรือ ไม่มีความพยายาม ได้คะแนน 0 มันก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร และไม่ว่าจะมีความสามารถมากแค่ไหน  ความพยายามมากแค่ไหน หากทัศนคติไม่ดี ก็อาจนำเอาความรู้ ไปใช้ในทางที่ไม่ถูกก่อให้เกิดความเสียหายให้กับตัวเอง และบริษัทได้ 

บริษัทหลายแห่งก็คัดเลือกคนมาทำงานโดยให้น้ำหนัก  "ทัศนคติ" (attitude) มากกว่า "ความสามารถ" (capability)

และมีคำกล่าวที่ว่า " Attitude is everything " ทัศนคติ คือ ทุกสิ่งทุกอย่าง

ดังนั้นเราก็ควรให้ความสำคัญกับ ทัศนคติ 

อย่างไรก็ตามทัศนคติที่ดี ทัศนคติเชิงบวก ก็มีมากมายที่ช่วยให้เรามีชีวิตที่ดีขึ้น

แต่ที่สำคัญไปกว่านั้นอย่าลืม  “ทัศนคติของการเป็นคนดี” นะครับ

 

ลองดูครับ  ที่มา : https://www.youtube.com/watch?v=JbFAYI7cWyQ