15/04/2566

สิ่งธรรมดา คือ สิ่งพิเศษ

 



เรื่องธรรมดาที่ไม่ธรรมดา

ท่าน ติช นัท ฮันท์ กล่าวแนะนำแนวทางการดำเนินชีวิตให้แก่ พุทธศาสนิกชนว่า

ปาฏิหาริย์ ไม่ใช่การเดินบนน้ำ หรือบินบนอากาศ แต่ปาฏิหาริย์ ของชีวิต คือ การเดินบนผืนดินและมีความสุขในทุกย่างก้าว

ชีวิตเราเต็มไปด้วยเรื่อง ธรรมดาเช่น ตื่นมา อาบน้ำ แปรงฟัน ขับรถไปทำงาน กินอาหารเที่ยงกับเพื่อนในที่เดิมๆ

ตอนเย็นกลับบ้าน ก็เห็นหน้าภรรยา หรือสามีคนเดิม ใส่ชุดธรรมดา หน้าตาเราหรือก็ธรรมดา

เราส่วนใหญ่แล้วก็เป็นคนธรรมดาๆ มีชีวิตธรรมดาๆ กันทั้งนั้น

แต่ถ้าความ ธรรมดานี้หมดไปละ เช่น อยู่ดีๆ ลูกเราเกิดเป็นมะเร็ง ไปมีเรื่องนอกบ้าน ไปติดยา ไปคบเพื่อนไม่ดี หรือสามี หรือภรรยาเราตาย ไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม หรือ เราถูกไล่ออกจากงาน เราประสบอุบัติเหตุร้ายแรง เป็นอัมพาต

เรื่องที่เคย ธรรมดา ก็จะไม่ธรรมดาไปในทันที และในเวลานั้นเอง

เราจะหวนมาคิดเสียดายความเป็น ธรรมดา จนใจแทบจะขาด

สิ่งธรรมดา คือ สิ่งพิเศษ

ขอให้เรารีบชื่นชมกับความ ธรรมดาที่เรามี และใช้ชีวิตกับสิ่งรอบตัวของเราประหนึ่งว่า

สิ่งเหล่านี้ คือ สิ่งมหัศจรรย์ของจักรวาล

เพราะสิ่งธรรมดาๆ แท้จริงแล้ว คือ สิ่งพิเศษที่สุดแล้ว สำหรับมนุษย์อย่างเรานั่นเอง

นั่นคือ จงพอเพียง พอใจในสิ่งที่มี

 

ที่มา ไทม์ไลน์

อ่านแล้วได้แง่คิดดีๆ จึงนำมาฝากครับ

++++++++++

12/04/2566

สมการสู่ความสำเร็จของคาซุโอะ อินาโมริ

 



มีโอกาสดูแล้วเห็นว่าได้ข้อคิดที่ดี เป็นแรงบันดาลใจที่ดีมาก  จึงนำมาฝากกันครับ   

เป็นรายการเจาะใจ  ช่วงแรงบันดาลใจข้อคิดดีๆ 

โดย คอลัมนิสต์ หนุ่มเมืองจันท์  สรกล อดุลยานนท์

เรื่องสมการสู่ความสำเร็จ                        

มาจากหนังสือเรื่องช้าให้ชนะ  โดยคาซุโอะ อินาโมริ ชาวญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง Kyocera Corporation และเป็นผู้ที่กอบกู้ JapanAirline(JAL) ที่เกือบจะล้มละลายให้กลับมาได้โดยใช้เวลาเพียง 3 ปี


โดยสมการที่คาซุโอะ อินาโมริ บอก เป็นสมการที่ง่ายๆ  คือ


ความสำเร็จ  = ความสามารถ * ความพยายาม * ทัศนคติ

 

และให้คะแนนแต่ละหัวข้อไม่เท่ากัน ความสามารถ และความพยายาม ให้คะแนนเท่ากันเป็นช่วง 0-100

 

ส่วนทัศนคติเค้าให้ความสำคัญมาก โดยให้คะแนนช่วงกว้างและเป็นทั้งบวกและลบ   คือ  -100 ถึง 100

 

ตัวอย่างการคำนวณนะครับ

 

ถ้าเราให้คะแนนความสามารถเต็ม 100 คะแนน  ความพยายาม 100 คะแนน ทัศนคติ 1 คะแนน

 

คุณจะได้ความสำเร็จ = 100*100*1  = 10,000 คะแนน

 

แต่ถ้าให้คะแนนความสามารถและความพยายามเท่าเดิม แต่ให้คะแนนทัศนคติเป็น  -1

 

คุณจะได้ความสำเร็จ = 100*100*(-1)  = -10,000 คะแนน คุณจะได้คะแนนติดลบทันที

 

จากสมการนี้ จะเห็นได้ว่า

หากไม่มีความสามารถ หรือ ไม่มีความพยายาม ได้คะแนน 0 มันก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร และไม่ว่าจะมีความสามารถมากแค่ไหน  ความพยายามมากแค่ไหน หากทัศนคติไม่ดี ก็อาจนำเอาความรู้ ไปใช้ในทางที่ไม่ถูกก่อให้เกิดความเสียหายให้กับตัวเอง และบริษัทได้ 

บริษัทหลายแห่งก็คัดเลือกคนมาทำงานโดยให้น้ำหนัก  "ทัศนคติ" (attitude) มากกว่า "ความสามารถ" (capability)

และมีคำกล่าวที่ว่า " Attitude is everything " ทัศนคติ คือ ทุกสิ่งทุกอย่าง

ดังนั้นเราก็ควรให้ความสำคัญกับ ทัศนคติ 

อย่างไรก็ตามทัศนคติที่ดี ทัศนคติเชิงบวก ก็มีมากมายที่ช่วยให้เรามีชีวิตที่ดีขึ้น

แต่ที่สำคัญไปกว่านั้นอย่าลืม  “ทัศนคติของการเป็นคนดี” นะครับ

 

ลองดูครับ  ที่มา : https://www.youtube.com/watch?v=JbFAYI7cWyQ



09/04/2566

ข้อคิดเกี่ยวกับคำว่า ATTITUDE

 



ถ้า     A  B  C  D  E  F  G  H  I  J  K  L  M  N  O  P  Q  R  S  T  U  V  W  X  Y

มีค่าเท่ากับ 1 2 3 4 5 6 7  8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26

แล้วจะพบว่า……


1)   H+A+R+D+W+O+R+K   = 8+1+18+4+23+15+18+11  = 98%

HARD WORK หรือ ทำงานหนัก มีค่าเท่ากับ   98 %


2)    K+N+O+W+L+E+D+G+E  =  11+14+15+23+12+5+4+7+5  = 96%

KNOWLEDGE    หรือ   ความรู้ มีค่าเท่ากับ    96 %


3)     L+O+V+E=12+15+22+5  = 54%

LOVE หรือ ความรัก มีค่าเท่ากับ 54 %


4)     L+U+C+K   = 12+21+3+11    = 47

LUCK   หรือ   โชค   มีค่าเท่ากับ 47 %

 

คำถามคือ ไม่มีสิ่งใดที่มีค่า 100 % เลยหรือ !!!

แล้วสิ่งใดที่มีค่าเท่ากับ  100 %

– ใช่เงินหรือเปล่า ?……… …. …..ไม่ใช่

– ความเป็นผู้นำหรือเปล่า ?………ไม่ใช่ !!!!!

แล้วอะไรล่ะ ?


  A+T+T+I+T+U+D+E = 1+20+20+9+20+21+4+5 = 100%

ATTITUDE   หรือ ทัศนคติ นั่นเอง ที่มีค่าเท่ากับ 100 %


ท่านคิดเช่นนั้นหรือไม่  

ทุกปัญหามีทางออก . .

บางทีแค่เพียงแต่เราเปลี่ยน  “ทัศนคติ ”

ของเราเสียใหม่เท่านั้นเอง

มีเพียงแต่ “ทัศนคติ” ของเราเท่านั้น  

ที่จะเป็นตัวนำทางไปสู่

ความสำเร็จในชีวิต และงานที่ทำ

ความคิด  &  ทัศนคติ   


สุดท้าย ….   ลงมือทำ สู่ ความสำเร็จ

 

ที่มา : Forward mail 2012

06/04/2566

5 ข้อควรเรียนรู้การเป็นลูกน้องที่ดี เพื่อให้เป็นหัวหน้าที่ดี

 


นชีวิตการทำงาน ไม่ใช่ทุกคนจะมีโอกาสเป็นหัวหน้า เป็นผู้จัดการ มีลูกน้องที่ต้องบริหาร

แต่ไม่ว่าเราจะอยู่ในระดับไหน เพิ่งเริ่มทำงาน หรือทำงานมานานแล้ว เราก็ต้องมีหัวหน้า 

ผมเชื่อว่าการที่เราจะเป็นหัวหน้าที่ดีได้นั้น เราเองซึ่งก็เป็นลูกน้องเช่นกัน ก็ต้องทำหน้าที่ลูกน้องให้ดีด้วย


ดังนั้นจึงขอรวบรวม 7 ข้อ ที่ลูกน้องที่ดีควรเรียนรู้ไว้ ดังนี้

1.ทำหน้าที่ของตนเองให้ดี  ในการทำงานคุณต้องทำหน้าที่ หรือทำงานที่ได้รับหมอบหมายให้ดีที่สุด ถึงแม้ว่าในที่ทำงานทุกคนมีสิทธิ์ที่จะแสดงความคิดเห็น แต่ก็ควรทำตามเวลาและสถานที่ที่เหมาะสมด้วย ถ้ามีการเปิดโอกาสแสดงความเห็นเรื่องต่างๆ ที่กระทบกับการทำงาน ก็ควรใช้สิทธ์แสดงความเห็น ในขณะเดียวกันถ้ามีนโยบาย ระเบียบปฏิบัติ หรือข้อตกลงของคนส่วนใหญ่ที่มีมติแล้ว เราก็ต้องปฏิบัติตามนั้น ถึงแม้ไม่เห็นด้วยก็ตาม

2. ทำงานให้มากกว่า Job Description หลายคนอาจจะแย้ง และคิดแค่ว่า “จ้างมาแค่ไหน ก็ทำแค่นั้น” แต่สำหรับคนที่จะเจริญก้าวหน้า จะไม่คิดแบบบั้น เขาจะทำงานอย่างเต็มกำลังความสามารถ ให้มากกว่าที่นายจ้าง หรือหัวหน้าคาดหวัง  แต่สำหรับข้อนี้ต้องระวังนิดหนึ่ง ว่างานนั้นเราอาจจะต้องเสนอตัวเองทำ หรืออยู่ในส่วนงานที่เราทำได้ เพราะหากเราทำเกินหน้าที่ไปโดยพลการอาจเกิดความเสียหายได้เช่นกัน  เราอาจจะใช้วิธีอาสาทำงานโดยที่ไม่ต้องรอให้หัวหน้าร้องขอก็ได้

3. ขยันใฝ่รู้อย่างฉลาด  ต้องสนใจใฝ่รู้อยู่เสมอ  ไม่มีหัวหน้างานคนไหนชอบลูกน้องที่ทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้วตลอดเวลา บอกอะไรก็รู้หมดแล้ว แต่ทำจริงไม่ได้  การใฝ่รู้ในยุคนี้สามารถทำได้ง่ายมาก ในการขยันใฝ่รู้นั้นต้องฉลาดด้วย หมายถึงว่าอย่าได้แค่ทำตามวิธีเดิมๆ ให้ลองตั้งคำถามว่า มีวิธีการทำแบบอื่นที่ให้ผลดีกว่านี้ มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมได้ไหม ที่สำคัญอีกอย่างเมื่อเรามีความขยัน ใฝ่รู้ เรียนรู้ได้ ลงมือทำได้ ทำเป็น ทำจริง เราก็จะสามารถถ่ายทอดและสอนงานคนอื่นได้

4. ไว้ใจได้ รักษาคำพูด ระมัดระวังอย่ารับปากแล้วทำไม่ได้ ต้องซื่อสัตย์ในงานที่ได้รับผิดชอบ เมื่อตกลงกำหนดเวลาส่งงานก็ต้องส่งตามนั้น ไม่ต้องให้หัวหน้าทวงถาม  คนที่หัวหน้าไว้ใจเท่านั้นถึงจะโดดเด่น

5. มีวินัย  การมีระเบียบวินัยถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ ถึงแม้ว่าในบางบริษัทอาจจะไม่ได้มีการลงเวลาเข้างานแล้ว  หรือบางที่อาจจะไม่กำหนดเวลาทำงานด้วยซ้ำไป  คนที่มีวินัยจะทำงานเต็มเวลา ไม่เอาเปรียบบริษัท หรือเอาเปรียบเพื่อร่วมงาน เขาจะสามารถกำหนดแผนงาน และทำตามแผนงานได้ดี รวมถึงคนมีวินัยมักจะมีความรับผิดชอบด้วยเช่นกัน การมีระเบียบวินัยจะเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่คนอื่นๆ

ลองฝึกฝนดูครับ

++++++++++

11/03/2566

ข้อคิดมนุษย์โรงงาน

 



ช่วงหลายปีที่ผ่านมา กระแสการทำงานอิสระ การเป็นเจ้านายตัวเอง เป็นเจ้าของกิจการมาแรงมาก

รวมถึงภาคเอกชนเอง ก็มีการนำเทคโนโลยีมากใช้แทนคนทำงาน ทำให้การจ้างงานลดน้อยลด

ทำให้มีหนังสือใหม่ เกิดหลักสูตรอบรมประเภท รวยเร็ว รวยลัด เกิดธุรกิจ แชร์ลูกโซ่

ทั้งที่เป็นจริงหรือเป็นหลอกลวงขึ้นมากมาย

ไม่ใช่เรื่องไม่ดีนะครับ มันเป็นเรื่องที่ดีมาก หลายคนก็ใฝ่ฝันอยากทำงานอิสระ

 

แต่ในอีกมุมหนึ่งก็มีคำถามว่าคนกินเงินเดือน หรือคนทำงานในโรงงานซึ่งก็มีจำนวนไม่น้อย มันไม่ดีหรือ

แล้วมนุษย์เงินเดือน ก็ต้องไขว่คว้า หาทางออกจากการเป็นลูกจ้าง อย่างนั้นหรือเปล่า

สำหรับคนทำงานประจำ มีเงินเดือนก็มีข้อดีเยอะแยะ อาทิเช่น

  • ได้รับรายได้แน่นอน
  • มีสวัสดิการหลายอย่าง ที่อาชีพอิสระไม่มี
  • ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ โดยไม่ต้องเสียเงินอบรม
  • ไม่ล้มละลาย
  • มีโอกาสเปลี่ยนตำแหน่ง หรือย้ายที่ทำงาน โดยที่ไม่กระทบกับรายได้


มีข้อคิดมาลูกจ้างทุกคนครับ

  • เข้าใจบทบาทของตัวเองว่าเราได้รับหน้าที่ทำอะไร จงทำให้เต็มที่
  • ต้องมีระเบียบวินัย อย่าทำงานตามใจ
  • ต้องมีจรรยาบรรณ อย่าเห็นแก่ประโยชน์ของตัวเอง
  • พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง เพราะเทคโนโลยีไปเร็วมาก


และที่สำคัญ... 

จงทำงานให้มากกว่าเงินเดือน

หรือ อีกนัยหนึ่งคือทำงานให้เต็มกำลังความสามารถ 

เต็มกำลังในหน้าที่ที่รับผิดชอบ

เพราะการทำงานเต็มที่ 

จะทำให้เรา ได้ความรู้มาก  ได้ประสบการณ์มาก

มีโอกาสสร้างผลงานมาก ทำให้คนรู้จักมาก

เมื่อผลงานสำเร็จมาก  โอกาสก้าวหน้าในงานก็เพิ่มขึ้น

และ 

...มีโอกาสประสบความสำเร็จในชีวิตก็มากขึ้น

...ไม่ว่าจะในอนาคตจะยังเป็นมนุษย์เงินเดือนหรือไม่ก็ตาม