06/04/2566

5 ข้อควรเรียนรู้การเป็นลูกน้องที่ดี เพื่อให้เป็นหัวหน้าที่ดี

 


นชีวิตการทำงาน ไม่ใช่ทุกคนจะมีโอกาสเป็นหัวหน้า เป็นผู้จัดการ มีลูกน้องที่ต้องบริหาร

แต่ไม่ว่าเราจะอยู่ในระดับไหน เพิ่งเริ่มทำงาน หรือทำงานมานานแล้ว เราก็ต้องมีหัวหน้า 

ผมเชื่อว่าการที่เราจะเป็นหัวหน้าที่ดีได้นั้น เราเองซึ่งก็เป็นลูกน้องเช่นกัน ก็ต้องทำหน้าที่ลูกน้องให้ดีด้วย


ดังนั้นจึงขอรวบรวม 7 ข้อ ที่ลูกน้องที่ดีควรเรียนรู้ไว้ ดังนี้

1.ทำหน้าที่ของตนเองให้ดี  ในการทำงานคุณต้องทำหน้าที่ หรือทำงานที่ได้รับหมอบหมายให้ดีที่สุด ถึงแม้ว่าในที่ทำงานทุกคนมีสิทธิ์ที่จะแสดงความคิดเห็น แต่ก็ควรทำตามเวลาและสถานที่ที่เหมาะสมด้วย ถ้ามีการเปิดโอกาสแสดงความเห็นเรื่องต่างๆ ที่กระทบกับการทำงาน ก็ควรใช้สิทธ์แสดงความเห็น ในขณะเดียวกันถ้ามีนโยบาย ระเบียบปฏิบัติ หรือข้อตกลงของคนส่วนใหญ่ที่มีมติแล้ว เราก็ต้องปฏิบัติตามนั้น ถึงแม้ไม่เห็นด้วยก็ตาม

2. ทำงานให้มากกว่า Job Description หลายคนอาจจะแย้ง และคิดแค่ว่า “จ้างมาแค่ไหน ก็ทำแค่นั้น” แต่สำหรับคนที่จะเจริญก้าวหน้า จะไม่คิดแบบบั้น เขาจะทำงานอย่างเต็มกำลังความสามารถ ให้มากกว่าที่นายจ้าง หรือหัวหน้าคาดหวัง  แต่สำหรับข้อนี้ต้องระวังนิดหนึ่ง ว่างานนั้นเราอาจจะต้องเสนอตัวเองทำ หรืออยู่ในส่วนงานที่เราทำได้ เพราะหากเราทำเกินหน้าที่ไปโดยพลการอาจเกิดความเสียหายได้เช่นกัน  เราอาจจะใช้วิธีอาสาทำงานโดยที่ไม่ต้องรอให้หัวหน้าร้องขอก็ได้

3. ขยันใฝ่รู้อย่างฉลาด  ต้องสนใจใฝ่รู้อยู่เสมอ  ไม่มีหัวหน้างานคนไหนชอบลูกน้องที่ทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้วตลอดเวลา บอกอะไรก็รู้หมดแล้ว แต่ทำจริงไม่ได้  การใฝ่รู้ในยุคนี้สามารถทำได้ง่ายมาก ในการขยันใฝ่รู้นั้นต้องฉลาดด้วย หมายถึงว่าอย่าได้แค่ทำตามวิธีเดิมๆ ให้ลองตั้งคำถามว่า มีวิธีการทำแบบอื่นที่ให้ผลดีกว่านี้ มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมได้ไหม ที่สำคัญอีกอย่างเมื่อเรามีความขยัน ใฝ่รู้ เรียนรู้ได้ ลงมือทำได้ ทำเป็น ทำจริง เราก็จะสามารถถ่ายทอดและสอนงานคนอื่นได้

4. ไว้ใจได้ รักษาคำพูด ระมัดระวังอย่ารับปากแล้วทำไม่ได้ ต้องซื่อสัตย์ในงานที่ได้รับผิดชอบ เมื่อตกลงกำหนดเวลาส่งงานก็ต้องส่งตามนั้น ไม่ต้องให้หัวหน้าทวงถาม  คนที่หัวหน้าไว้ใจเท่านั้นถึงจะโดดเด่น

5. มีวินัย  การมีระเบียบวินัยถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ ถึงแม้ว่าในบางบริษัทอาจจะไม่ได้มีการลงเวลาเข้างานแล้ว  หรือบางที่อาจจะไม่กำหนดเวลาทำงานด้วยซ้ำไป  คนที่มีวินัยจะทำงานเต็มเวลา ไม่เอาเปรียบบริษัท หรือเอาเปรียบเพื่อร่วมงาน เขาจะสามารถกำหนดแผนงาน และทำตามแผนงานได้ดี รวมถึงคนมีวินัยมักจะมีความรับผิดชอบด้วยเช่นกัน การมีระเบียบวินัยจะเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่คนอื่นๆ

ลองฝึกฝนดูครับ

++++++++++

11/03/2566

ข้อคิดมนุษย์โรงงาน

 



ช่วงหลายปีที่ผ่านมา กระแสการทำงานอิสระ การเป็นเจ้านายตัวเอง เป็นเจ้าของกิจการมาแรงมาก

รวมถึงภาคเอกชนเอง ก็มีการนำเทคโนโลยีมากใช้แทนคนทำงาน ทำให้การจ้างงานลดน้อยลด

ทำให้มีหนังสือใหม่ เกิดหลักสูตรอบรมประเภท รวยเร็ว รวยลัด เกิดธุรกิจ แชร์ลูกโซ่

ทั้งที่เป็นจริงหรือเป็นหลอกลวงขึ้นมากมาย

ไม่ใช่เรื่องไม่ดีนะครับ มันเป็นเรื่องที่ดีมาก หลายคนก็ใฝ่ฝันอยากทำงานอิสระ

 

แต่ในอีกมุมหนึ่งก็มีคำถามว่าคนกินเงินเดือน หรือคนทำงานในโรงงานซึ่งก็มีจำนวนไม่น้อย มันไม่ดีหรือ

แล้วมนุษย์เงินเดือน ก็ต้องไขว่คว้า หาทางออกจากการเป็นลูกจ้าง อย่างนั้นหรือเปล่า

สำหรับคนทำงานประจำ มีเงินเดือนก็มีข้อดีเยอะแยะ อาทิเช่น

  • ได้รับรายได้แน่นอน
  • มีสวัสดิการหลายอย่าง ที่อาชีพอิสระไม่มี
  • ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ โดยไม่ต้องเสียเงินอบรม
  • ไม่ล้มละลาย
  • มีโอกาสเปลี่ยนตำแหน่ง หรือย้ายที่ทำงาน โดยที่ไม่กระทบกับรายได้


มีข้อคิดมาลูกจ้างทุกคนครับ

  • เข้าใจบทบาทของตัวเองว่าเราได้รับหน้าที่ทำอะไร จงทำให้เต็มที่
  • ต้องมีระเบียบวินัย อย่าทำงานตามใจ
  • ต้องมีจรรยาบรรณ อย่าเห็นแก่ประโยชน์ของตัวเอง
  • พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง เพราะเทคโนโลยีไปเร็วมาก


และที่สำคัญ... 

จงทำงานให้มากกว่าเงินเดือน

หรือ อีกนัยหนึ่งคือทำงานให้เต็มกำลังความสามารถ 

เต็มกำลังในหน้าที่ที่รับผิดชอบ

เพราะการทำงานเต็มที่ 

จะทำให้เรา ได้ความรู้มาก  ได้ประสบการณ์มาก

มีโอกาสสร้างผลงานมาก ทำให้คนรู้จักมาก

เมื่อผลงานสำเร็จมาก  โอกาสก้าวหน้าในงานก็เพิ่มขึ้น

และ 

...มีโอกาสประสบความสำเร็จในชีวิตก็มากขึ้น

...ไม่ว่าจะในอนาคตจะยังเป็นมนุษย์เงินเดือนหรือไม่ก็ตาม

09/03/2566

ทำไมน้ำตกจึงสวย

 


พ่อ : รู้มั้ยลูก...ทำไมน้ำตกถึงสวย...  

ลูก : ก็เพราะมันเป็นน้ำตกไงคะพ่อ...  

พ่อ : ไม่ใช่หรอกลูก...  

   ที่น้ำตกสวยน่ะ เพราะน้ำตกไม่ยอมเก็บน้ำไว้ในชั้นของตัวเองต่างหาก...     

ลูก : หมายความว่าไงคะพ่อ...    

พ่อ : ลูกสังเกตไหมล่ะว่า...     

เวลาน้ำตกตกลงมาจากชั้นหนึ่งแล้ว น้ำนั้นก็จะถูกส่งต่อลงไปอีกชั้นหนึ่งทันที..     

เพราะวิธีนี้ที่น้ำตก...ไม่เห็นแก่ตัว แต่ยอมส่งน้ำที่ตกมาจากชั้นอื่น..แล้วส่งต่อกันไปเรื่อย ๆ อย่างนี้..     

น้ำตก..ถึงสวย...    และน้ำตก..จึงยังคงเป็นน้ำตก...ที่มีเสน่ห์..ไงละ      


ข้อคิดจากเรื่องนี้...  

 อย่าลืมน่ะลูก...   ถ้าลูกอยากให้ตัวเองเป็นคนที่น่ารัก...    

ลูกควรจะเป็นอย่างน้ำตก..    หากมีสิ่งดี ๆ ตกมาถึงตัวลูก...     

อย่าเก็บสิ่งดี ๆ นั้นไว้..คนเดียว..  

ลูกต้องเรียนรู้ที่จะ...แบ่งปัน...ออกไปให้มากที่สุด  

มีก็แต่คนที่ "ให้" ออกไปเท่านั้นแหละ...ลูก..   

จึงจะเป็นคนที่ "ได้รับ" อย่างแท้จริง...     


ที่มา: ธรรมะสวัสดี

06/03/2566

ยิ่งให้ยิ่งได้ The Go-Giver

 



ยิ่งให้ยิ่งได้ The Go-Giver เป็นหนังสือเล่มเล็กๆ ที่ผมได้อ่านเมื่อหลายปีก่อน

เป็นหนังสือที่โปรยหน้าปกไว้ว่า "เรื่องราวเล็กๆ เกี่ยวกับแนวคิดธุรกิจอันทรงพลัง"

หลังจากเริ่มอ่าน ผมพบว่าหนังสือเล่มเล็กๆนี้ มันสนุก มีอารมณ์ขัน ชวนติดตาม จนอยากอ่านรวดเดียวจบ และสามารถสร้างแรงบันดาลใจได้อย่างมาก

ผู้เขียนสามารถเล่าเหมือนนิยาย ทำให้เรื่องธุรกิจกลายเป็นเรื่องชีวิตประจำวัน ทำให้เข้าใจได้ง่าย

 “คนส่วนใหญ่ก็แค่หัวเราะเมื่อได้ยินว่า ความลับสู่ความสำเร็จคือ การให้... แต่ก็นั่นแหละ คนส่วนใหญ่ไม่ได้ประสบความสำเร็จเท่าที่พวกเขาต้องการนี่”

ยิ่งให้ยิ่งได้ เล่าเรื่อง ชายหนุ่มที่มุ่งหวังความสำเร็จคนหนึ่ง ขณะกำลังจะสิ้นหวังจากผลงานที่ไม่เข้าเป้า เขาจึงไปขอปรึกษากับชายผู้หนึ่ง ที่ถูกเรียกว่าท่านผู้เฒ่า ซึ่งเป็นผู้ที่ทุกคนบอกว่าเค้าเป็นคนที่ประสบความสำเร็จล้นฟ้า เขาหวังจะปรึกษาเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่ท่านผู้เฒ่ากลับบอกเขาว่า ความลับของการประสบความสำเร็จคือ การให้  และต้องการให้เขาทำข้อตกลงว่าจะทดสอบกฎทุกข้อ ด้วยการลองทำตามจริงๆ ไม่ใช่แค่พูด แต่ให้นำไปใช้ในชีวิตจริงๆ

ตลอดสัปดาห์ถัดมาท่านผู้เฒ่าได้แนะนำให้ชายหนุ่มรู้จักกับคนที่ประสบความสำเร็จด้วยการให้หลายคน ทุกคนช่วยแบ่งปันกฎห้าข้อ สู่ความสำเร็จล้นฟ้าให้กับชายหนุ่ม และทุกวันเขาต้องนำมันไปปฏิบัติทันทีภายในวันนั้น  ท้ายสุดแล้วชายหนุ่มได้เรียนรู้ว่าการเปลี่ยนเป้าหมายจากการได้ มาเป็นการให้

สามารถนำไปสู่ผลตอบแทนอันไม่คาดฝัน

 

ซึ่งกฎ 5 ข้อจากยิ่งให้ ยิ่งได้  มีดังนี้

1.กฎแห่งคุณค่า

“ค่าที่จริงของตัวคุณวัดได้โดยการดูว่ามูลค่าของสิ่งที่คุณมอบให้ไปนั้นสูงกว่าเงินที่คุณได้รับมามากแค่ไหน”   ให้คิดว่าสิ่งที่ทำมันให้อะไรบ้าง  มันเพิ่มคุณค่าในสิ่งอื่นๆรึเปล่า  จงให้ให้มากกว่าความคาดหมายของผู้อื่น

2.กฎแห่งค่าตอบแทน

“รายได้ของคุณตัดสินโดยดูว่าคุณให้บริการผู้คนจำนวนมากแค่ไหน และคุณให้บริการพวกเขาได้ดีเพียงใด”

3.กฎแห่งอิทธิพล

“คุณจะมีอิทธิพลมากเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของผู้อื่นก่อนตัวเองมากแค่ไหน”   

ผู้ให้จะมีเสน่ห์ดึงดูด  เป็นการพัฒนาเครือข่าย จะทำให้คนที่รู้จัก ชอบ และไว้ใจคุณจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

4.กฎแห่งความจริงใจ

“สิ่งทรงคุณค่าที่สุดที่คุณต้องมอบให้คนอื่น ๆ ก็คือตัวคุณเอง”

สิ่งที่คุณขายจริงๆ แล้ว คือ ตัวคุณ

ทักษะด้านคนที่เยี่ยมที่สุด คือ การเป็นคนจริงๆ มันคือ ความจริงใจ

5.กฎแห่งการรับ

“กุญแจสู่การให้อย่างมีประสิทธิภาพคือการเปิดใจกว้างที่จะรับ”

การให้ ไม่ได้ดีกว่าการรับ มันเป็นเรื่องเสียสติ ที่พยายามให้และไม่รับ

การให้ทุกครั้ง จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องมีการรับ

 

ยิ่งให้ยิ่งได้ เป็นหนังสือที่อยากแนะนำให้อ่าน และก็เอาไปใช้ในชีวิตจริงด้วยนะครับ

ความสำเร็จไม่ใช่ได้มาด้วยการชนะแข่งขัน แต่มาจากการช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน

ยิ่งให้เท่าไหร่ ยิ่งได้รับกลับหลายเท่าทวีคูณ เพราะ

 “ให้แล้วคุณจะได้รับ”




++++++++++

 

 

 

 

 

02/03/2566

อิทธิบาท 4 ทางแห่งความสำเร็จ

 



หนึ่งชีวิตของคนเราเมื่อเกิดมาแล้ว ล้วนมีความต้องการที่จะบรรลุเป้าหมายความสำเร็จของตนเอง จะแตกต่างกันไปไม่ว่าจะเป็น ความสำเร็จในการเรียน ความสำเร็จในหน้าที่การงาน อยากเลื่อนตำแหน่ง อยากเป็นผู้จัดการบริษัท อยากให้คนอื่นนับหน้าถือตา อยากจะมีความสำเร็จในครอบครัว อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง 

หากเรามามองดูก็จะพบว่าในชีวิต ไม่จำเป็นจะต้องมีเป้าหมายความสำเร็จเพียงแค่เป้าหมายเดียวเท่านั้น แต่การบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ขั้นแรก ก็เปรียบเหมือนการเริ่มต้นไปสู่ความสำเร็จขั้นต่อไป

หนึ่งในแนวทางที่สามารถนำมาใช้แก้ปัญหาและเป็นหนทางสู่ความเจริญก้าวหน้า 

เป็นหลักคำสอนที่ครั้งหนึ่ง คุณครูสมัยประถมศึกษาเคยสอนไว้ 

ซึ่งผมยังท่องจำได้จนถึงเวลานี้ว่า

ฉันทะคือความพอใจ  วิริยะไซร้หมั่นเพียรขยัน จิตตะตั้งใจไว้มั่น วิมังสานั้นหมั่นฝึกตรึกตรอง

เป็นหลักธรรมที่เป็นแนวคิดและหลักปฏิบัติจากคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่มีวันล้าสมัย ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา 

หลักธรรมนั้น คือ  อิทธิบาท 4 ธรรมแห่งความสำเร็จ

คำว่า อิทธิบาท แปลว่า ฐานแห่งความสำเร็จ หมายถึง สิ่งซึ่งมีคุณธรรม เครื่องให้ลุถึงความสำเร็จตามที่ตนประสงค์ ผู้หวังความสำเร็จในสิ่งใด ต้องทำตนให้สมบูรณ์ 

ด้วยสิ่งที่เรียกว่า อิทธิบาท ซึ่งจำแนกไว้เป็น 4 อย่างคือ

1.  ฉันทะ (ความพอใจ) คือ ความยินดี ความพอใจ ความเต็มใจ ความมีใจรัก ความอยากหรือฝักใฝ่ที่จะทำสิ่งนั้นๆให้บรรลุถึงจุดหมาย มีปรารถนาจะทำให้ ได้ผลดียิ่งๆขึ้นไป เมื่อเรามีงานอะไรแล้วมีความรักใคร่พอใจในงานนั้น เรียกว่า มีฉันทะ คนที่ขาดฉันทะ ไม่พอใจในงานก็มักจะทำงานด้วยความเหน็ดเหนื่อยใจ และชอบทิ้งงานให้จับจดและคั่งค้าง ทำให้งานนั้นออกมาไม่ดี ไม่ประสบความสำเร็จ แต่ในการมีฉันทะ นั้นก็ต้องมีความพอใจ หรือใฝ่ดีด้วยนะครับ ฉันทะที่เกิดขึ้นมิได้เพียงใช้สำหรับทำงานเพียงอย่างเดียว แต่สามารถนำไปใช้เป็นหลักการดำเนินชีวิตในด้านอื่นๆได้ด้วยเช่น ความยินดีและพอใจในทรัพย์สินที่ตนมี  ความยินดีและพอใจในคู่ครองของตน เป็นต้น  ฉันทะถือเป็นธรรมข้อแรกที่จะนำไปสู่ข้อถัดไป

2.  วิริยะ (ความเพียร) คือ ความเพียรพยายาม ความอุตสาหะ และมานะบากบั่น ที่จะทำงานหรือทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้ดีที่สุด การเอาธุระไม่ท้อถอยอุปสรรค และความยากลำบากต่างๆ ด้วยการมองปัญหาหรืออุปสรรคที่ขัดขวางเป็นสิ่งที่ท้าทาย และต้องเอาชนะให้สำเร็จ นอกจากนี้วิริยะยังมีหลายประเภท ได้แก่ ความเพียรระวังรอบคอบด้วยการรู้จักเหตุและผล ไม่ประมาท  ความเพียรละ คือ การรู้จักละ ลด หรือหลีกเลี่ยงจากอกุศลกรรม เพียรบำเพ็ญ คือ การรู้จักเพียรตั้งมั่น เพียรตามรักษาไว้ คือ รู้จักรักษาหรือทำให้ความเพียรในสิ่งนั้นๆคงอยู่กับตน

วิริยะจึงเป็นหลักที่ความสำคัญอันจะนำไปสู่การประพฤติปฏิบัติในการงานหรือการกระทำต่อสิ่งใดๆ

3.   จิตตะ (ความคิด) คือ ตั้งจิตรับรู้ในสิ่งที่ทำ และทำสิ่งนั้นด้วยความคิด เอาจิตฝักใฝ่ ไม่ปล่อยใจให้ฟุ้งซ่านเลื่อนลอยไป  จิตตะ มีความสัมพันธ์กับสมาธิ คือ จิตเป็นเครื่องผลักดัน และควบคุมการเกิดของสมาธิ โดยสภาวะจิตที่มีความแน่วแน่ และจดจ่อต่อสิ่งสิ่งที่กำลังทำอยู่ โดยไม่เกิดความฟุ้งซ่าน ย่อมทำให้งานประสบความสำเร็จได้ดี ไม่ผิดพลาด

4.  วิมังสา (ความไตร่ตรอง หรือ ทดลอง) คือ หมั่นใช้ปัญญา พิจารณาใคร่ครวญ ตรวจหาเหตุผล และตรวจสอบสิ่งที่ทำนั้น มีการวางแผน วัดผล คิดค้นวิธีแก้ไขปรับปรุง เป็นต้น วิมังสานั้นเป็นสิ่งสำคัญ เพราะการใช้วิมังสา จะเป็นการตรวจสอบแนวทางในการดำเนินงานให้ถูกต้องเหมาะสม รวมถึงรู้จักแนวทางแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้น

 

         ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา  ทั้ง 4 ข้อนี้มีความต่อเนื่องสัมพันธ์กัน  แต่ละอย่างๆ มีหน้าที่เฉพาะเป็นเหตุเป็นผลเกื้อหนุนกัน  คือ เมื่อมี ฉันทะ ความยินดีความรักในงานที่กระทำ ก็จะทำให้เกิด วิริยะ ความเพียรความพยายามในงานนั้น   เมื่อมีความเพียรเกิดขึ้น ย่อมต้องเกิด จิตตะ ความสนใจหรือเอาใจใส่ต่อสิ่งนั้น  เมื่อใส่ใจย่อมมี วิมังสา พิจารณาในสิ่งนั้นอย่างหาเหตุผลหรือด้วยปัญญา  อิทธิบาทจึงเป็นคุณอันวิเศษที่เกื้อหนุนให้ประสบความสำเร็จในกิจหรืองานต่างๆ 

พระพุทธองค์ จึงตรัสว่า เป็นบาทฐานเครื่องแห่งความสำเร็จ  อันมีเหล่าเหตุปัจจัยดังต่อไปนี้ เป็นเครื่องหนุนหรือองค์ประกอบในการทำให้เจริญขึ้นในอิทธิบาท จักไม่ย่อหย่อนเกินไป  ไม่ต้องประคองเกินไป  ไม่หดหู่ในภายใน ไม่ฟุ้งซ่านไปในภายนอก

อิทธิบาท 4 จึงเป็นหลักสำคัญในการปฏิบัติเพื่อให้บรรลุถึงจุดมุ่งหมาย

ถึงแม้เราจะได้ยินได้ฟัง หรือ ได้เรียนเรื่องของอิทธิบาท 4 มานานแล้ว แต่ก็ยังต้องศึกษาเพิ่มตาม ทำความเข้าใจให้มากขึ้น

ที่สำคัญที่สุด คือ การนำหลักอิทธิบาท 4 ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่นครับ

 

ที่มา

http://www.salapanya.com

http://thaihealthlife.com

http://www.nkgen.com

https://th.wikipedia.org/wiki