22/02/2566

เงินแลกปัญญา



 

ช่วงนี้มีข่าวเกี่ยวกับการทะเลาะเบาะแว้ง หรือกระทบกระทั่งกันบนท้องถนนบ่อยครั้ง  รวมถึงข่าวสาร คดีความต่างๆ ที่เกิดจากอารมณ์ชั่ววูบ  เกิดจากความใจร้อน ทำให้ส่งผลร้ายอย่างที่คาดไม่ถึง  

เลยเอานิทานเซน เรื่องนี้มาฝากครับ

ครั้งหนึ่ง ขณะที่ชายคนหนึ่งกำลังซ่อมกำแพงที่ถล่มลงมา หลังจากฝนตกลงมาอย่างหนัก เขาได้ขุดพบทองคำก้อนใหญ่ ก้อนหนึ่ง เลยกลายเป็นเศรษฐีในชั่วพริบตา

ชายคนนั้นรู้ตัวเองดีว่า ตัวเองค่อนข้างโง่ จึงไปปรึกษากับพระอาจารย์ท่านหนึ่ง 

พระอาจารย์แนะนำว่า  เจ้ามีเงิน ผู้อื่นมีปัญญา เจ้าทำไมไม่ใช้เงินไปซื้อปัญญาของคนอื่น

ชายคนนั้นจึงเข้าไปในเมืองเจอพระรูปหนึ่ง 

ชายนั้นจึงถามพระรูปนั้นว่า  ท่านจะขายปัญญาของท่านให้แก่ข้าพเจ้าได้หรือเปล่า” 

พระนั้นตอบว่า "ปัญญาของอาตมาแพงนะ เจ้าสู้ไหวหรือ?” 

ขอเพียงซื้อปัญญาได้แพงเท่าไหร่ ข้าพเจ้าก็สู้” ชายนั้นตอบ

เมื่อเจ้าพบสิ่งที่ยากลำบากใจ เจ้าอย่าเพิ่งเร่งรีบตัดสินใจ ให้เดินไปข้างหน้า 3 ก้าว หลังจากนั้นเดินถอยไปข้างหลัง 3 ก้าว ทำซ้ำอย่างนี้ อีก 3 ครั้ง เจ้าก็จะได้ปัญญา

ปัญญา ง่ายอย่างนี้หรือ?” ชายคนนั้นทำท่าไม่เชื่อและลังเล กลัว พระรูปนั้นจะหลอกเอาเงิน 

พระรูปนั้นอ่านสายตานั้นออก จึงพูดว่า

เจ้ากลับไปก่อน ถ้าหากเจ้ารู้สึกว่าปัญญาของข้าพเจ้าไม่คุ้มกับเงินเหล่านี้ เจ้าก็ไม่ต้องกลับมาแล้ว หากเจ้าคิดว่าคุ้ม เจ้าค่อยกลับมา” 


เมื่อกลับถึงบ้านในตอนค่ำมืด ชายคนนั้นเห็นเหมือนกับภรรยา กำลังนอนอยู่กับคนอื่น จึงถืออีโต้เข้าไปหวังจะฆ่าคนนั้น แต่ทันใดนั้นนึกถึงคำพูดของพระรูปนั้นในตอนกลางวัน 

จึงเดินไปข้างหน้า 3 ก้าว เดินถอยหลัง 3 ก้าว ทำซ้ำอีก 3 ครั้ง ขณะที่กำลังเดินอยู่นั้น 

คนที่นอนอยู่กับภรรยาของเขาพูดขึ้นว่า 

ลูกเอ๊ย ดึกๆอย่างนี้ทำอะไรอยู่นั่น?”


ชายคนนั้นเมื่อรู้ว่าเป็นเสียงมารดาของตนเอง 

จึงคิดในใจว่า หากกลางวันนี้ไม่ซื้อปัญญามา วันนี้คงจะฆ่าแม่ของตนเองแล้ว

วันรุ่งขึ้นจึงรีบนำเงินไปถวายพระรูปนั้นแต่เช้า

 

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า จงใช้สติในการดำเนินชีวิต  

จงคิดให้รอบคอบก่อนตัดสินใจทำอะไร  

มิฉะนั้นแล้วอาจจะต้องเสียใจในภายหลัง เพราะว่าไม่สามารถที่จะกลับมาแก้ไขอะไรได้อีกแล้ว


ที่มา http://palungjit.org

17/02/2566

รายงานสถานการณ์และคุณภาพอากาศประเทศไทย

 



ในบทความก่อนได้เล่าถึงเรื่องฝุ่นละออง Particulate matter ไปแล้ว นอกจากปัญหาฝุ่นละอองแล้ว ยังมีมลพิษทางอากาศอีกหลายชนิดที่มีค่าเกิดมาตรฐาน หรือมีค่าที่สูงกว่าปกติจนอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยได้  

ทางกรมควบคุมมลพิษจึงได้จำทำดัชนีคุณภาพอากาศเพื่อเป็นการรายงานข้อมูลคุณภาพอากาศในรูปแบบที่ง่ายต่อความเข้าใจของประชาชนทั่วไป เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้สาธารณชนได้รับทราบถึงสถานการณ์มลพิษทางอากาศในแต่ละพื้นที่ว่าอยู่ในระดับใด มีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย

ดัชนีคุณภาพอากาศที่ใช้อยู่ในประเทศไทย คำนวณโดยเทียบจากมาตรฐานคุณภาพอากาศในบรรยากาศโดยทั่วไปของสารมลพิษทางอากาศ 6 ประเภท ได้แก่

  1. ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 (มคก./ลบ.ม.) (PM2.5)เฉลี่ย 24 ชั่วโมงต่อเนื่อง
  2. ฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 10 (มคก./ลบ.ม.) (PM10) เฉลี่ย 24 ชั่วโมงต่อเนื่อง
  3. ก๊าซโอโซน (O3) ppb เฉลี่ย 8 ชั่วโมงต่อเนื่อง
  4. ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) ppm เฉลี่ย 8 ชั่วโมงต่อเนื่อง
  5. ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) ppb เฉลี่ย 1 ชั่วโมง
  6. ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ppb เฉลี่ย 24 ชั่วโมง           

ทั้งนี้ ดัชนีคุณภาพอากาศที่คำนวณได้ของสารมลพิษทางอากาศประเภทใดมีค่าสูงสุด จะใช้เป็นดัชนีคุณภาพอากาศของวันนั้น

ดัชนีคุณภาพอากาศของประเทศไทยแบ่งเป็น 5 ระดับ คือ ตั้งแต่ 0 ถึง มากกว่า 300 ซึ่งแต่ละระดับจะใช้สีเป็นสัญลักษณ์เปรียบเทียบระดับของผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย โดยดัชนีคุณภาพอากาศ 100 จะมีค่าเทียบเท่ามาตรฐานคุณภาพอากาศในบรรยากาศโดยทั่วไป หากดัชนีคุณภาพอากาศมีค่าสูงเกินกว่า 100 แสดงว่าค่าความเข้มข้นของมลพิษทางอากาศมีค่าเกินมาตรฐาน และคุณภาพอากาศในวันนั้นจะเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน


 




นอกจากนี้ในปัจจุบันเรายังสามารถทราบถึงคุณภาพอากาศ และสภาพอุตุนิยมวิทยาได้แบบออนไลน์ สามารถเข้าดูข้อมูลได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ รายงานสถานการณ์และคุณภาพอากาศประเทศไทย

http://air4thai.pcd.go.th/webV3/#/Home





15/02/2566

ฝุ่นละออง Particulate matter(PM) ความเสี่ยงใกล้ตัว

 



ฝุ่นละอองเป็นมลพิษทางอากาศที่เป็นปัญหาสำคัญในไทย โดยเฉพาะช่วงหน้าแล้ง เราจะได้เห็นข่าวเรื่องปัญหาหมอกควันทางภาคเหนือเป็นประจำ ซึ่งก็คือปัญหา ฝุ่นละอองนั่นเอง 

จากข้อมูลผู้ป่วยใน สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในเขตภาคเหนือตอนบน พบว่าอัตราการเกิดโรคระบบทางเดินหายใจมีแนวโน้มที่สูงขึ้นทุกปี  นอกจากปัญหาหมอกควันในภาคเหนือแล้ว  ในเขตกรุงเทพและปริมณฑลเอง ก็มีปัญหาเรื่องฝุ่นละออง ซึ่งส่วนใหญ่มาจากควันดำรถยนต์เครื่องยนต์ดีเซล รวมถึงฝุ่นที่เกิดจากการก่อสร้าง ฝุ่นจากการเผาในที่โล่ง การเผาไหม้หญ้าด้วย

ฝุ่นละออง(Particulate matter) หมายถึง อนุภาคที่เป็นของแข็ง หรือของเหลวที่แขวนลอยอยู่ในบรรยากาศรอบ ๆ ตัวเรา  

ฝุ่นละอองเป็นสารที่มีความหลากหลายทางด้านกายภาพและองค์ประกอบ ขึ้นอยู่กับแหล่งกำเนิด ลักษณะที่แตกต่างกัน ได้แก่ ขนาดของฝุ่น ปริมาณ รูปร่าง ความหนาแน่น การนำไฟฟ้า การกัดกร่อน การดูดความชื้น เป็นต้น

ในเรื่องของการควบคุมมลพิษทางอากาศ คุณสมบัติที่สำคัญ คือ ขนาดของฝุ่น(Particle size) 

โดยจะจำแนกเป็น 3 ขนาด ได้แก่ ฝุ่นขนาดเล็กกว่า 1 ไมครอน, ฝุ่นขนาดกลาง 1-10 ไมครอน และฝุ่นขนาดใหญ่ 10-100 ไมครอน

ฝุ่นขนาด 1-10 ไมครอน เป็นฝุ่นขนาดที่มีความสำคัญในการควบคุม เนื่องจากฝุ่นจากการเผาไหม้ และฝุ่นจากกระบวนการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรมมักอยู่ในช่วงนี้  ซึ่งฝุ่นขนาดที่เล็กกว่า 10 ไมครอน จัดว่าเป็น Respirable dust ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยเฉพาะฝุ่นที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน(PM2.5) 

ในปี พ.ศ.2556 องค์การอนามัยโลก(WHO) ได้กำหนดอย่างเป็นทางการให้ฝุ่นขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน( PM2.5) จัดอยู่ในกลุ่มที่ 1 ของสารก่อมะเร็ง

นอกจากกนี้ยังมีการศึกษาแล้วพบว่ามีอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ สามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจส่วนลึกสุดได้

สำหรับในประเทศไทยกฎหมายได้กำหนดค่ามาตรฐานฝุ่นละอองขนาดเล็ก ไม่เกิน 10ไมครอน(PM10)เฉลี่ย 24 ชม ไว้ที่ ไม่เกิน 120 ไมโครกรัม/ลบ.. ส่วนขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน(PM2.5) เฉลี่ย 24 ชม นั้นกำหนดไว้ ไม่เกิน 50 ไมโครกรัม/ลบ.ม.

สำหรับในโรงงานอุตสาหกรรม จะต้องมีระบบในการควบคุมฝุ่นละออง ซึ่งมีหลากหลายวิธีการ  ส่วนในเรื่องของความปลอดภัย และการใช้ชีวิตประจำวัน จะให้หลีกเลี่ยงไม่เจอฝุ่นเลยคงทำได้ยาก 

ดังนั้นก็ควรหันมาใช้หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพของเราเอง ที่สำคัญสำหรับการใช้หน้ากากอนามัย ให้ดูคุณสมบัติที่สามารถป้องกันฝุ่นขนาดเล็กด้วยนะครับ

 

ที่มา

http://www.balanceenergythai.com/pm2-5-particulate-matter/

http://www.pcd.go.th/index.cfm

http://www.pcd.go.th/info_serv/reg_std_airsnd01.html

ตำราระบบบำบัดมลพิษทางอากาศ กรมโรงงานอุตสาหกรรม

โรคและภัยสุขภาพจากปัญหาหมอกควัน

11/02/2566

วัดใจ หน้ากากหลวิชัยคาวี

 

เพลงวัดใจ ของซิลลี่ฟูล  

เป็นเพลงที่ฮิตมากเมื่อหลายปีก่อน

ร้องคาราโอเกะ จะต้องมีเพลงนี้ก่อนจบงานทุกครั้ง

เป็นเพลงที่ให้กำลังใจสุดๆ  

ปลุกพลังกายพลังใจให้มีแรง กลับมาฮึกเหิมอีกครั้ง


หน้ากากหลวิชัยคาวี ได้นำเพลงนี้กลับมาร้อง

ใน THE MASK วรรณคดีไทย

แบบเวอร์ชันแรป แม้จะร้องรัวเร็ว แต่ก็กินใจสุดๆ 

เนื้อหาคำร้องความหมายดีมาก

เพลงนี้ก็ 3 ปีแล้วนะครับ  

แต่ฟังทุกครั้งก็ยังได้กำลังใจ ได้พลังชีวิตกลับมา

ลองไปดูกันครับ

 

ไม่ว่าจะสูง  แค่ไหนก็ไปถึง 

ไม่มีคำว่าสูง วัดได้หากใจถึง

 ...

ใจนึงบอกให้กลับบ้าน   

ใจนึงบอกให้เดินหน้า

เจ็บนิดเจ็บหน่อยเป็นไร  

ห้อุปสรรคหลอมใจเป็นเหล็กกล้า

จะดีไม่ดีต้องดิ้นรน   

เลือกที่จะทำแล้วก็ต้องทน

อย่าไปพูดพล่ามให้มากความ   

ปัญหาหนีไม่ได้สุดท้ายต้องพุ่งชน

สุมใฟในใจให้เดือดพล่าน      

อย่าไปสนคำคนที่มันต่อต้าน

มีใครเกิดมาแล้วสบายบ้าง   

เป็นคนเหมือนกันไม่มีสิทธิ์อ้าง

คนรักมากมายอยู่เคียงข้าง   

บาดแผลแค่ไหนก็ต้องหอบร่าง

เราจะฝ่าเราจะฟันเราจะทน  

บอกกับตัวเองไม่สำเร็จเราไม่กลับบ้าน..

...

 เกิดมาทั้งทีก็ต้องชนวัดด้วยใจ          

อุปสรรคไหนก็มาข้าชโลมกายด้วยไฟ

จะไม่ย่ำอยู่กับที่จะไม่ก้มหัวให้ใคร      

ใครจะหยุดใครจะยั้งก็ช่างเขาเราจะไป

อย่าอ้างนู่นอ้างนี่มีเหตุผลล้านข้อแม้    

แค่เกิดมาแล้วก็ตายนั่นคือความจริงแท้

ต้องพิสูจน์ให้ประจักษ์ก่อนที่โลกจะสลาย       

หยุดทำตอนนี้มีแต่แพ้แล้วก็แพ้

คนที่ด่าว่าเรากระจอก      

คำแค่นั้นไม่สนหรอก            

เส้นทางมันยังอีกไกล      

จะไม่หยุดหายใจแค่ร่างกายแค่ถลอก                 

จะเอาคำดูถูกกลับมาจุดไฟ    

ไม่ให้ความหวังของเราพังทลาย          

แม้ป่าแห่งนี้จะสูญมอดมลาย     

แต่พยัคฆ์ตนนี้จะไม่มีวันตาย...

 

เหมือนกับกองทราย ที่ต้องก่อเป็นปราสาท  

มันคือหนึ่งความฝัน ที่ต้องทำก่อนจะจาก

ไม่ใช่คิดว่าฉันชอบ แล้วก็เขียนใส่กระดาษ

ปล่อยให้จินตนา ลอยหาย ไปในอากาศ

เรื่องที่ไม่ดี ก็แค่ลืม อย่าไปจำ

ถูกหรือว่าผิด รู้แก่ใจ อย่าไปทำ

ไม่มีโชค มีดวง หรือว่ากรรม

มีแต่ตัวเราเอง ว่าจะถอย หรือจะทำ

พายุถล่ม ดินถม ก็ต้องไป

เชื่อมั่นในตัวเอง ไม่ว่าใคร ไม่เข้าใจ

เลือดนักสู้ ที่ไหลเวียน อยู่ข้างใน

ทุกคนจะได้เห็น ไม่ว่าคุณ หรือว่าใคร

 ผมแบกความหวังความเชื่อไว้บนไหล่

ทุ่มเทกายใจไม่เคยหวั่น!!  

(..เพราะฉันจะฝ่าไป!!!)





08/02/2566

อุปนิสัยที่ 7 ลับเลื่อยให้คม Sharpen The Saw

 


อุปนิสัยที่ 7 ของ The 7 Habits of Highly Effective People  ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Sharpen The Saw ภาษาไทยใช้คำว่า ลับเลื่อยให้คม เป็นอุปนิสัยของการเติมพลังชีวิตทุกวัน  

โดยมีหลักการคือ การเติมพลัง การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และสมดุล 

เราต้องให้เวลากับตนเองทุกวัน และมุ่งมั่นในการบรรลุชัยชนะส่วนตน(อุปนิสัยที่ 1-3)  

อุปนิสัยที่ 7 ลับเลื่อยให้คม จะช่วยให้อุปนิสัยอื่นๆเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ

เรามักจะได้ยินคำผู้คนพูดว่า ไม่มีเวลาบ่อยๆ นั่นคือสิ่งที่บ่งบอกว่าเรายังไม่ได้สร้างความสมดุลให้กับชีวิต หรือ Work life balance  โดย ดร.โควีย์ ได้บอกว่ามี 4 มิติที่เราต้องสร้างความสมดุล ต้องเติมพลังอย่างต่อเนื่อง ถ้าละเลยด้านใดด้านหนึ่งก็จะส่งผลกระทบต่ออีก 3 ด้าน 

ถ้าเราดูแลทุกด้านเป็นอย่างดีก็จะงอกงามขึ้นเรื่อยๆ

ทั้ง 4 มิติที่ว่า และแนวคิดเพื่อเติมพลัง ได้แก่

1. Body ร่างกายการออกกำลังกาย การนอนหลับให้เพียงพอ การตั้งเป้าหมายสุขภาพ การเลือกทานอาหาร

2. Heart จิตใจการหมั่นฝากบัญชีออมใจ  การให้คุณค่าความแตกต่างในตัวบุคคล  ฝึกฝนการฟังอย่างเข้าใจ  ผูกมิตรให้มีเพื่อนมากขึ้น  ให้อภัย  สร้างสัมพันธภาพในครอบครัวและญาติมิตร

3. Mind ความคิดการเขียนบันทึกประจำวัน การอ่านหนังสือให้หลากหลาย  สะสมค้นหาแรงบันดาลใจ  ทำงานอดิเรก  ฝึกแยกตนเองออกมาเพื่อตรวจสอบกรอบความคิดตนเอง

4. Spirit จิตวิญญาณ ทบทวนคำปฏิญาณส่วนตน  อ่านวรรณกรรม ศึกษาอัตชีวประวัติบุคคลที่เป็นแรงบันดาลใจ  ฟังดนตรี  มุ่งมั่นอุทิศตนเพื่อครอบครัวและสังคม พัฒนาจิตวิญญาณตามที่ศรัทธา เช่น สวดมนต์ นั่งสมาธิ  ด้านจิตวิญญาณนี้เป็นแก่นแท้ เป็นศูนย์กลางที่เป็นตัวตนของแต่ละคน เป็นพื้นที่ส่วนสำคัญยิ่ง

แนวทางในการฝึกฝนอุปนิสัยส่วนนี้ คือ การทำตารางเพื่อให้บรรลุชัยชนะส่วนตนประจำวัน โดยการกำหนดสิ่งที่เราจะทำในแต่วัน ให้ครบถ้วนทุกมิติ และพยายามทำให้ได้  เมื่อเราปฏิบัติเป็นแบบแผน และบรรลุชัยชนะส่วนตนประจำวัน ก็จะช่วยให้เราบรรลุชัยชนะส่วนรวม  

การบรรลุชัยชนะส่วนตนประจำวันจะส่งผลเชิงบวกต่อทุกการตัดสินใจและทุกสัมพันธภาพ

ย้ำอีกครั้ง  

ให้เวลากับตัวเองทุกวัน ให้ครบถ้วนทุกมิติ

++++++++++